Feeds:
Posts
Comments

ศูนย์วัฒนธรรมหล่มเก่า : ประตูสู่ดินแดนล้านล้างหลวงพระบาง

Lomkao Cultural Center : Gateway to the Land of Lan Chang Luang Prabang

     วัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบาง เป็นวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์สูง มีความละเอียดอ่อนงดงามในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม ประเพณี คติความเชื่อ ภาษาพูด อาหารการกิน ศิลปกรรม ศาสนาสถาน และวิถีชีวิตชาวบ้าน ล้วนแต่เป็นที่สนใจ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะเมืองหลวงพระบาง ซึ่ง UNESCO ได้ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนปีละหลายแสนคน .. 

     ดินแดนที่เป็นพื้นที่วัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบางนี้ กินอาณาเขตลงมาที่แขวงไชยะบุลี และเข้ามาในประเทศไทยที่เชียงคาน ท่าลี่ ด่านซ้าย นาแห้ว นครไทย บ้านโคก ท่าปลา น้ำปาด และลึกเข้ามาที่สุดในเขตแดนประเทศไทยก็คือที่ “หล่มสัก หล่มเก่า” จึงเปรียบเสมือนว่าดินแดนนี้เป็น “ประตูสู่ดินแดนล้านช้างหลวงพระบาง” นั่นเอง .. ซึ่งผู้คนก็ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ภาษา อาหาร วิถีชีวิต ศิลปกรรม ศาสนสถาน ไว้ได้เป็นอย่างเดียวกับวัฒนธรรมหลวงพระบาง และในข้อเท็จริงนั้น ประชาชนในดินแดนวัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบางเหล่านี้ ก็ยังได้เดินทางไปมาหาสู่กัน ทำการค้าขายกันติดต่อกันอยู่เป็นประจำ เพราะมีด่านชายแดนและทางหลวงที่สร้างเสร็จแล้วทั้ง 2 ประเทศเชื่อมต่อกันได้ที่ “ด่านนากระเซ็ง” อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย

     ยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยต้องการนำเสนอภาพการเชื่อมโยงของวัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบาง ซึ่งสามารถสืบสายได้มาจนถึงเมืองหล่มเก่า หล่มสัก .. โดยแนะนำการเดินทางที่ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 จากหล่มสักหล่มเก่า แล้วแยกใช้ 2014 ผ่านเมืองด่านซ้ายไปใช้สาย 2114 ต่อ 2195 ไปยังด่านนากระเซ็งของอำเภอท่าลี่ ข้ามไปยังเมืองแก่นท้าว แล้วใช้ถนนหมายเลข 4 ไปยัง ปากลาย น้ำปุ๋ย ไซยะบุลี สะพานท่าเดื่อ เชียงเงิน และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ซึ่งตลอดเส้นทางนี้ นอกจากจะตรง ใกล้ สะดวก และใช้เวลาน้อยกว่าเส้นทางอื่น ๆ แลัว ก็มีทัศนียภาพอันสวยสดของธรรมชาติแล้ว ยังมีวิถีชีวิตชาวบ้านตามวัฒนธรรมอันงดงาม ที่สามารถแวะสัมผัสได้ตลอดเส้นทาง

     จังหวัดเพชรบูรณ์ร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงได้ร่วมกันจัดทำ ศูนย์วัฒนธรรมหล่มเก่า…ประตูสู่ ดินแดนวัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบาง ( Lomkao Cultural Center : Gateway to the Land of Lan Chang Luang Prabang Culture) ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องหล่มเก่าและวัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบาง อีกทั้งยังเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่สนใจจะไปท่องเที่ยวต่างสถานที่ต่าง ๆ ในดินแดนวัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบางทั้งฝั่งประเทศไทยและฝั่ง สปป.ลาว

     ศูนย์วัฒนธรรมหล่มเก่า ประตูสู่ล้านช้างหลวงพระบาง .. เป็นโครงการที่จะเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว 4 มรดกโลก อันได้แก่ อยุธยา ศรีเทพ หลวงพระบาง และสุโขทัย ซึ่งเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติมาก ที่มีมรดกโลกทางวัฒนธรรมอยู่ในภูมิภาคเดียวกันถึง 4 แห่ง หากพิจารณาตามแผนที่เส้นทางนี้แล้ว จะเห็นว่า หล่มสักหล่มเก่าจะเป็นจุดกึ่งกลางของเส้นทาง ซึ่งจะต้องมาแวะพัก เที่ยว และกินอาหาร ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง หลวงพระบาง ฉะนั้น หล่มสัก หล่มเก่า ก็จะได้อานิสงส์การพัฒนาเศรษฐกิจจากโครงการนี้เป็นอย่างยิ่ง

     ศูนย์วัฒนธรรมหล่มเก่าฯ จะประกอบไปด้วย อาคารตลาดโค้ง อาคารบ้านยองหิน และเวทีกลาง

>อาคารตลาดโค้ง 2 ชั้น จะจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับหล่มเก่าโดยเฉพาะ 

-ชั้นล่าง จะประกอบด้วย ตลาดเมืองหล่มเก่าจำลอง ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง ร้านทอง ร้านบะหมี่ โรงแรม รถ 2 แถว หลุมหลบภัย ผัดไทยเตาถ่าน ร้านกาแฟ .. ผังโมเดลเมืองหล่มเก่าในอดีต และ ภาพเมืองหล่มเก่า เมื่อวันวาน

-ชั้นบน จะประกอบด้วย วิถีชีวิตไทหล่ม มะขามหวานหมื่นจง ใบยาสูบ ครัวไทหล่ม งานเลี้ยงปีเจ้าพ่อ การอยู่กรรม บุญส่วงเฮือวัดทุ่งธงไชย แบบจำลองอาหารพื้นบ้าน

>อาคารบ้านยองหิน 2 ชั้น จะจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองต่าง ๆ ในดินแดนวัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบาง 

-ชั้นล่าง จะประกอบด้วย เมืองวัฒนธรรมล้างช้างหลวงพระบางในเขตประเทศไทย เช่น หล่มสัก หล่มเก่า ด่านซ้าย นาแห้ว ท่าลี่ นครไทย บ้านโคก ซึ่งทุกเมืองจะจัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่เป็นสถานที่และประเพณีประจำปีของแต่ละแห่ง

-ชั้นบน จะประกอบด้วย เมืองวัฒนธรรมล้างช้างหลวงพระบางในเขต สปป.ลาว เช่น แก่นท้าว บ่อแตน ปากลาย เมืองเพียง ไชยะบุลี ท่าเดื่อ หลวงพระบาง ซึ่งทุกเมืองจะจัดแสดงเรื่องราวทางสถานที่ทางวัฒนธรรมและประเพณีประจำปีของแต่ละแห่ง

>เวทีอเนกประสงค์ ที่อยู่ระหว่างอาคาร 2 หลัง หันหน้ามาทางสนามใหญ่ สามารถใช้เป้นเวทีจัดงานได้อย่างเด่นเป็นสง่า และอาคารทั้ง 2 หลังนั้น ก็จะประดับไฟเป็นฉากหลังของเวทีและการจัดงานได้อย่างสวยงามเช่นกัน

ศูนย์วัฒนธรรมหล่มเก่าฯ ทำไมต้องมาสร้างอยู่กลางเมือง ??

     1. ก็เพราะเราต้องการให้นักท่องเที่ยวที่แวะมาชมที่ศูนย์ฯ ได้เดินเข้าตลาด เพื่อจับจ่ายใช้สอยซื้อข้าวของที่ระลึกในตัวตลาด ได้เดินเห็นความสวยงามของอาคารเก่า และจับจ่ายใช้สอย ซื้อของฝากของที่ระลึก อาหารกินเล่น ฯลฯ อันเป็นการเพิ่มรายได้ สร้างอาชีพให้กับคนหล่มเก่า .. เช่นเดียวกับเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ เขาก็จะให้นักท่องเที่ยวเดินผ่านย่านชุมชน เพื่อจะได้จับจ่ายใช้สอย ซื้อข้าวของ
     การส่งเสริมการท่องเที่ยว หากชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์ ก็ถือว่า ล้มเหลว … เช่น นักท่องเที่ยวมาเที่ยวทับเบิกเป็นแสน ๆ คน แต่คนหล่มเก่ากลับได้อะไร .. ได้ผลประโยชน์น้อยมาก ?? ศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้จะเป็นแลนด์มาร์ค ให้ปักหมุด เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย ให้เข้ามาแวะในเมืองครับ และในอนาคต สามารถเป็นส่วนประกอบของการจัดเป็นเมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและถนนคนเดินหล่มเก่าได้ด้วย
     การออกไปสร้างข้างนอกเมือง นักท่องเที่ยวจะมาแวะชม แล้วก็จะเลยไป ด่านซ้าย ภูเรือ เลย จะมีน้อยมากที่จะเข้ามาในเมือง

     2. การเลือกสถานที่เป็นบางส่วนของสนามหน้าโรงเรียน ก็ตรงวัตถุประสงค์ที่ว่า ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ที่ทางโรงเรียนสามารถเข้ามาดูแล หวังฝากให้คุณครูในโรงเรียนได้ช่วยกันขับเคลื่อน เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอน เช่น เป็นต้นแบบหลักสูตรท้องถิ่น การฝึกเด็กให้เป็นมัคคุเทศน์น้อย อันจะเป็นการสร้างการเรียนรู้และภาคภูมิใจท้องถิ่นตนเองไปในตัวด้วย
     อนาคต นักเรียนเหล่านี้ อาจจะเติบโตมา แล้วประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยว โดยมีข้อมูลหรือแรงบันดาลใจจากศูนย์ฯ แห่งนี้ก็เป็นได้

     3. อาคารที่สร้าง 2 หลัง มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากเลย รวมแล้ว กว้าง 10 เมตร ยาง 55 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ไม่ถึง 160 ตารางวา ออกแบบสวยงาม และมีเวทีอเนกประสงค์สามารถใช้ประโยชน์เป็นเวทีและฉากในการจัดงาน จัดกิจกรรมได้อย่างสวยงามสง่างาม
     การที่เลือกจุดนี้ของสนาม และหันหน้ามาทางทิศตะวันตก ก็เพื่อจะให้ใช้งานได้อเนกประสงค์ เช่น เวลาจัดงานอะไรก็ตาม ก็สามารถใช้เวทีที่อยู่ระหว่างอาคาร 2 หลังนั้นได้ โดยจะหันหน้ามาทางสนามใหญ่จัดงานได้เด่นเป็นสง่า และอาคารทั้ง 2 หลังนั้น ก็จะประดับไฟเป็นแบคกราวด์ของเวทีและการจัดงานได้อย่างสวยงาม

     4. บริเวณนี้ เป็นจุดลงตัวที่สุด เพราะนอกจากอยู่ในเมืองแล้ว ติดถนนเข้าเมือง สามารถที่จะจอดรับ-ส่งนักท่องเที่ยวได้สะดวก หรืออาจจะสามารถจอดรถบัสขนาดใหญ่ริมถนนได้ด้วย อีกทั้งอยู่ใกล้ป้อมตำรวจที่จะรักษาความปลอดภัยของสถานที่และนักท่องเที่ยว
     นอกจากนั้น ที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้ อยู่ในการดูแลใช้ประโยชน์โดยเทศบาลตำบลหล่มเก่า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะต้องเข้ามาบริหารจัดการและบำรุงรักษา ซึ่งเหมาะสมที่สุดแล้ว เนื่องจากเทศบาลฯ มีงบประมาณและกำลังคนที่จะเข้ามาดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

     5. การวางผังอาคาร ได้คำนึงถึงการร่นระยะเพื่อให้สนามฟุตบอลยังคงมีความยาวตามมาตรฐาน และยังมีระยะปลอดภัยด้านหลังอีกด้วย ตลอดจนมีแผนเหล็กกั้นที่สามารถเข็นเข้าออกได้ ตลอดจนได้ทำถนนทางเข้าโรงเรียนใหม่ที่จะเข้าจากถนนเข้าเมืองแล้วผ่านหน้าศูนย์ฯแห่งนี้ ไปยังโรงเรียนฯ
     นอกจากนั้น ยังได้รับคำยืนยันจากทางเทศบาลฯว่า อนุญาตให้ใช้สนามหญ้าขนาดใหญ่ด้านหน้า เพื่อให้นักเรียน โรงเรียนใช้ประโยชน์ได้ หรือใช้จอดรถได้ เมื่อมีการประชุมคนจำนวนมาก ฉะนั้น พื้นที่ใช้สอยยังคงมีพื้นที่กว้างใหญ่เช่นเดิม

     6.  การกำหนดสถานที่จุดนี้ ก็เกิดจากการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการสถานศึกษา คณะครูและตัวแทนผู้ปกครอง ได้เป็นผู้กำหนดจุดเพื่อให้ดำเนินโครงการนี้ และเป็นที่รับรู้รับทราบและผ่านการอนุญาตจากของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนทั้งหมดแล้ว

     อนึ่ง การพัฒนาอะไรสักอย่าง มันก็จะต้องมีผลกระทบบ้างแน่นอน ไม่มากก็น้อย .. ไม่มีอะไรหรอกนะครับ ที่จะมีแต่ผลดี 100% แต่เราน่าจะชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีกับผลเสียว่า อะไรมีน้ำหนักมากกว่ากัน และผลกระทบด้านลบนั้น สามารถเยียวยาแก้ไขโดยวิธีการอื่น ๆ ใดได้หรือไม่ .. เราก็น่าจะมาช่วยกันแก้ไขร่วมกันได้

     น่าเสียดายครับ ถ้าโครงการนี้ต้องตกไป .. เพราะคนหล่มเก่ามองว่า มันไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะแบ่งปันการใช้พื้นที่ 160 ตารางวาจากสนามหน้าโรงเรียนบ้านหล่มเก่าได้

บั้นหนึ่ง ปูนแนวน้าว เฮาจอดขวัญสมาน
บั้นหนึ่ง ปานแสงดาว ส่องสีแสงฟ้า
แขวนขวัญไว้ คือไหมมัดหมี่
ทางหนี่งเป็นไหม ทางหนึ่งเป็นน้ำแต้ม งามหย้องค่องตา นี้แล้ว
ของก้ำพู้นแม่นต้น ของก้ำพี่แม่นลำ
ปูมไทย – ลาว ดอกผลคุงฟ้า
ฮักกันไว้ไทย – ลาวมั่นแก่น
เชื้อพี่น้อง แม่นสิอยู่ฟากฟ้า กะคือใกล้จอดกัน ดอกนาพี่น้องเอ้ย…..

หล่มเก่า หล่มรัก .. หล่มสัก หล่มสุข 

๛ งามไทหล่ม ๛
๛ เป็นไทหล่ม เว้าจา ภาษาถิ่น
งามยลยิน ถิ่นสุข สนุกสนาน
ประเพณี วัฒนธรรม ย้ำตระการ
ร่วมสืบสาน อนุรักษ์ จักยืนยง
๛ งามหล่มเก่า หล่มรัก ประจักษ์ชื่น
งามร่มรื่น สงบ สบประสงค์
งามหล่มสัก หล่มสุขี โสภีคง
เยือนแล้วหลง แน่ไซร้ ไทยหล่มงาม
๛๛๛๛๛๛๛๛๛๛๛๛๛๛

Advertisements

  18121651_10153853398137168_4828493589044780417_oไทหล่ม ส่วนใหญ่นั้นสืบเชื้อสายมากจากชาวลาวล้านช้างทั้งจากสายหลวงพระบางและสายเวียงจันทน์ ในหมู่ชนชาวลาวนั้น มีความเชื่อถือในผีมาแต่ดั้งเดิมก่อนการนับถือพระพุทธศาสนา แม้ว่าจะมีการรับเอาพระพุทธศาสนามาเป็นศาสนาของตนแล้ว แต่ก็ยังมีความเชื่อถือในผี วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อยู่ควบคู่กันไป
   ความเชื่อเรื่องผีของไทหล่มนั้น มี 2 ส่วนคือ ผีที่ให้คุณ และผีที่ให้โทษ ผีที่ให้คุณนั้นได้แก่ ผีฟ้าพญาแถน ผีอารักษ์หลักเมือง ผีบรรพบุรุษเป็นต้น ส่วนผีที่ให้โทษได้แต่ วิญญาณต่าง ๆ ดังนั้น จึงมีความเชื่อว่าหากได้กระทำการอันใดที่ทำให้ผีในฝ่ายดีมีความพึงพอใจแล้ว ก็จะทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังช่วยป้องกันการกระทำที่ไม่ดีอันจะเกิดจากผีที่ให้โทษอีกด้วย ในบรรดาผีให้คุณนั้น ผีแถน ดูจะเป็นผีที่ให้ความเคารพมากที่สุด จึงนับผีแถนว่าเป็นเทวดามากกว่าเป็นผี “แถน” จึงเป็นผีที่อยู่ระดับสูงกว่าผีชนิดอื่น ๆ คำว่า “แถน” นั้น มีความเชื่อว่าเป็นคำเรียกรวมถึงเทวดาต่าง ๆ โดยแถนที่ใหญ่ที่สุด คือ “แถนหลวง” ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระอินทร์ ผีแถนนั้น แต่ละพื้นที่มีการเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น ผีฟ้า ผีแถน ผีฟ้าพญาแถน ก็มี และมีความเชื่อว่าผีแถนนั้นสามารถที่จะดับยุคเข็ญหรือทำลายล้างอุปสรรคทั้งปวงได้ และสามารถที่จะช่วยเหลือมนุษย์ที่เดือดร้อนได้ บางครั้งในกรณีที่มนุษย์เกิดการเจ็บป่วยนั้นเนื่องจากไปละเมิดต่อผี การละเมิดต่อบรรพบุรุษ การรักษาต้องมีการเชิญผีฟ้ามาสิงสถิตอยู่ในร่างของคนทรง เรียกว่า “คาบ คนทรง นางเทียม หรือท้าวเทียม” ตามแต่ละกลุ่มที่จะเรียกใช้สรรพนาม

  ผีที่มีความสำคัญรองลงมาคือ ผีอารักษ์หลักเมือง หรือผีเจ้านาย เชื่อกันว่าเป็นดวงวิญญาณของเจ้าเมือง ทหาร เสนา อำมาตย์ต่าง ๆ ซึ่งเคยเป็นผู้ทีมีวิชาความรู้ต่าง ๆ ถือเป็นบรรพบุรุษของตนเมื่อตายไปแล้ว แม้เวลาจะนานเท่าใด วิญญาณก็ยังคงอยู่ปกปักรักษาบ้านเมืองและลูกหลานนของตน ทั้งยังทำหน้าที่ติดต่อกับผีแถนอีกด้วย ซึ่งแต่ละหมู่บ้าน แต่ละอำเภอที่มีไทหล่มอาศัยอยู่ ก็จะมีผีอารักษ์หลักเมืองเป็นของตนเอง ทั้งนี้ ไทหล่มจะเรียกผีอารักษ์หลักเมืองว่า “เจ้าพ่อ” หรือ “เจ้านาย” บางครั้งก็เรียกว่า “นาย” โดยมีการติดต่อผ่านการสิงสถิตอยู่ในร่างของคนทรง เรียกว่า “คาบ” เช่นเดียวกัน โดยในแต่ละหมู่บ้านจะมีหอเจ้าพ่อประจำหมู่บ้าน โดยมีตำนานหรือประวัติต่างๆผูกไว้เป็นเรื่องราว บ้างก็สอดคล้องกับชื่อหมู่บ้าน หรือสถานที่สำคัญในที่นั้น ๆ หรืออาจมีตำนานเชื่อมโยงไปยังอีกหมู่บ้านก็มี โดยบางหมู่บ้านอาจมีหอเจ้าพ่อมากกว่า 1 แห่งก็ได้ บางครั้งหมู่บ้านห่างไกลกันอาจมีหอเจ้าพ่อชื่อเดียวกัน ทั้งนี้เป็นเพราะสมัยก่อนมีการอพยพย้ายถิ่นฐาน เมื่อไปตั้งรกรากที่ใหม่ก็จะอัญเชิญ ผีอารักษ์ของตนไปด้วยนั่นเอง
18118467_10153853470817168_8738772521636204455_n
  ไทหล่มเชื่อมั่นว่า เจ้าพ่อเป็นเจ้านาย จิตวิญญาณของอารักษ์หลักเมือง สามารถคุ้มครองให้เกิดความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง หรือช่วยให้คลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องสุขภาพและเรื่องการดำเนินชีวิต กิจการ หรือการอาชีพต่างๆ เป็นต้น โดยเจ้าพ่อเจ้านายในแต่ละหมู่บ้านอาจจะมีชื่อที่เหมือนกัน หรือต่างกันก็ได้ ส่วนมากจะใช้ชื่อเจ้าพ่อเป็นชื่อประจำหอ โดยหอแต่ละแห่งจะมีเจ้าพ่อเจ้านายอยู่ด้วยกันอีกหลายองค์  เช่น เจ้าพ่ออู่คำ เจ้าพ่อตอมาด เจ้าพ่อขุนส่วง เจ้าพ่อสามดาว เจ้าพ่อหนองบัว เจ้าพ่อหนองดู่ เจ้าพ่อพระพรหม เจ้าพ่อขุนจบ เจ้าพ่อเหล็กซี เจ้าพ่อหน่อน้ำ เจ้าพ่อพ่ายแสนเมือง เจ้าพ่ออินทนิล ฯลฯ เป็นต้น

18121114_10153853525417168_93604668577209769_o

  กลุ่มคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพ่อเจ้านาย นั้นสามารถแบ่งแยกได้ตามภาระหน้าที่ดังนี้

  1. พ่อกวน (กวนข้าวจ้ำ กวนจ้ำ หรือกวน) คือ ผู้ติดต่อสื่อสารกับคาบเจ้าพ่อ โดยได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าพ่อโดยตรง และมักสืบทอดทางสายตระกูล มีหน้าที่กำกับ ควบคุมดูแลพิธีกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามจารีตประเพณี หรือตามคำสั่งของเจ้าพ่อมักจะมีหอละ 1 คน หากหอแห่งใดไม่มี หน้าที่นี้มักจะเป็นของ คาบเจ้าพ่อที่อาวุโสที่สุดในหอ
  2. คาบเจ้าพ่อ คือคนที่วิญญานเจ้าพ่อเจ้านายจะใช้ร่างในการ “ลงเทียม” เพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆ โดยจะต้องผ่านพิธีกรรม “กินดองเจ้าพ่อ” และถือข้อปฏิบัติที่เข้มงวด ที่เรียกว่า “ข้อคะลำ” เป็นได้ทั้งชายและหญิง  ในหนึ่งคนจะมีเจ้านายมาลงเทียม มากกว่า 1 องค์ ก็ได้ โดยจะเป็น คาบเจ้าพ่อตลอดชีวิตของตน
  3. นางแต่ง คือตำแหน่งของหญิงที่อุทิศตน ให้กับการจัดเตรียมสิ่งของทุกอย่างในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่นเครื่องสักการะ เครื่องรับรอง ขันคาย บายศรี ตลอดจนแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับคาบเจ้าพ่อ ทั้งยังมีหน้าที่บอกเชิญหรือเจรจากับ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เสนา ต่าง ๆ ในพิธี ตลอดจนจดจำขั้นตอนพิธีกรรม จดจำลักษณะท่าทางต่าง ๆ ของเจ้าพ่อได้ โดยตำแหน่งนี้จะต้องได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าพ่อ ไม่บังคับจำนวน นางแต่ง ในแต่ละหอว่ามีกี่คน
  4. หมอเสพ หมองัน คือ นักดนตรีที่ประโคมเครื่องดนตรีขับกล่อมในพิธี โดยมีแคน เป็นสำคัญ มีเครื่องดนตรีอื่นประกอบเช่น กลองปั้ง กลองกิ่ง ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง บางที่มี ระนาด และ พิณ ร่วมด้วย
  5. ลูกผึ้งลูกเทียน คือชาวบ้านทั่วไป ที่เลื่อมใสศรัทธาเจ้าพ่อเจ้านาย มักเป็นผู้อ้อนวอนขอ เรื่องราวต่างๆจากเจ้าพ่อเจ้านาย แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ความเชื่อนี้ยังคงอยู่ในยุคปัจจุบัน

18119158_10153853458822168_6008077978085865223_n   ในแต่ละหอเจ้าพ่อประจำหมู่บ้านต่าง ๆ นั้น จะมีพิธีสำคัญๆ ที่ต้องกระทำไม่ให้ขาดอยู่ 2 พิธี คือ พิธีแขวนทุง (ธง) สรงหอ (เดือน 5 หลังสงกรานต์) และพิธีเลี้ยงปี (เดือน 6 ไม่เกินเข้าพรรษา) 

ในพิธีเลี้ยงปีเจ้าพ่อแต่ละหมู่บ้านนั้น จะถือเป็นงานสำคัญของหอเจ้าพ่อ มีรายละเอียดมากมายและแตกต่างกันในแต่ละที่ แต่ที่เหมือนกันคือจะมีลูกผึ้งลูกเทียนจัดเครื่องเซ่นไหว้ เป็นเหล้า 1 ไหไก่ 1 ตัว ทำขัน 5 ขัน 8 รวมเรียกว่า “ขันค่าหัว” หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้บะบนไว้ มาร่วมเลี้ยงปีเจ้าพ่อ โดยการสื่อสารผ่านคาบเจ้าพ่อ ถือเป็นการแสดงความเคารพและตอบแทนพระคุณเจ้าพ่อที่ปกปักรักษาช่วยเหลือเรื่องต่าง ๆ มาตลอดหนึ่ง และเพื่อวิงวอนขอให้คุ้มครองต่อไปอีก 1 ปี จนกว่าจะมีการเลี้ยงปีในปีถัดไป
  การเชิญให้เจ้าพ่อลงเทียมคาบนั้น ในอดีตจะต้องมีการลำ (บทขับกล่อมทำลองลาว) เรียกว่าลำอ่อย เพื่อเชิญให้เจ้าพ่อมาประกอบพิธีต่างๆ ซึ่งตามปกติแล้ว การพูดในพิธีจะพูดเป็นสำเนียงไทหล่ม แต่เวลาลำ จะขับลำหรือร้องเป็นสำเนียงเวียงจันทน์หรือสำเนียงไทใต้ (อีสาน) เนื่องจากสำเนียงการพูดของไทหล่มไม่เอื้อต่อฉันทลักษณ์ของการออกเสียงในการลำ ในอดีตนั้น มีการลำแบบนี้ทุกหอ ซึ่งจะใช้ทั้งในการเชิญ การบอกกล่าว การปัว หรือแม้แต่การเล่น การลงข่วง ของคาบเจ้าพ่อต่าง ๆ แต่เป็นที่น่าเสียดาย การลำ นี้กำลังจะค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงการจ่ายผญา จนกลายเป็นเพียงการพูดปากเปล่าในที่สุด ทั้งนี้เพราะ คาบเจ้าพ่อที่สามารถขับลำได้นั้น ได้เสียชีวิตลง โดยไม่มีการสืบต่อบทลำ เพราะมีการเข้าใจผิดคิดว่า กลัวว่า อายว่า จะไปเป็น คาบ สืบต่อจากคนนั้น ๆ

18157962_10153853457532168_3733551434233754386_n

  ค่ำคืนของวันเตรียมงานเลี้ยงปีหรือที่เรียกว่า “มื้อแต่ง” ซึ่งจะมีการตระเตรียมสิ่งของต่าง ๆ มากมาย ทั้งเครื่องสักการะ เครื่องประกอบพิธี อาหารคาวหวาน เช่น กวนข้าวปาด ห่อข้าวต้มหนมหวาน ทั้งเครื่องประกอบต่าง ๆ ตามวาระเลี้ยงปีโดยกำหนดเป็น “โตเลี้ยงปี” อันได้แก่ โตต้นหรือปีต้น คือหมู โตกลางหรือปีกลาง คือเป็ด โตปลายหรือปีปลาย คือไก่ หมุนเวียนกันไปในสามปี แต่บางหอจะกำหนดสัตว์ที่ใช้ประกอบพิธีแบบเฉพาะทุกๆ ปี โดยไม่หมุนเวียนก็มี
ในคืนมื้อแต่งนี้ จะมีการยกขันคายเชิญเจ้าพ่อเจ้านายลง “เทียม” ผู้เป็น”คาบ”  ซึ่งจะเป็นไปตามลำดับ คือ “ผู้แก่ลงก่อน ผู้อ่อนลงทีหลัง”  โดยจะเชิญมาเจ้าพ่อเจ้านายมา “ลงเบิ่งของ” ตรวจดูสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้ว่า ดีหรือไม่ ครบหรือไม่ สะอาดหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ บริสุทธิ์หรือไม่ จะต้องไม่เป็นของลักของขโมย หรือซื้อขายแบบสินเชื่อมา  ถ้าทุกอยากดีจะเรียกว่า “ปลอด” ถ้าไม่ดีจะสั่งให้แก้ไข ทำใหม่ เททิ้ง หรือ ยกเลิกงานเลี้ยงปีไปเลย

18193723_10153853486187168_8282604086306833747_n

  พิธีเลียบบ้านเลียบเมือง คือพิธีหนึ่งที่อยู่ในการเลี้ยงปีของเจ้าพ่อเจ้านายตามหอต่าง ๆ แต่จะมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในแต่ละหอ เช่น บางหมู่บ้านจะสมมติเป็นเพียงการเวียนรอบหอ จำนวนสามรอบถือเป็นการเลียบเมือง แล้วจึงส่ง “กระทงซำฮะ” คือ กระทงรูปสามเหลี่ยมหรือเรียกว่ากระทงหน้าวัว ใส่เครื่องเซ่นต่าง ๆ บางหมู่บ้านจะทำการเดินรอบหมู่บ้านจริง ๆ โดยชาวบ้านจะรอที่หน้าบ้านของตน แล้วเตรียมของรับรองเจ้าพ่อเจ้านาย เช่น น้ำเหล้าขาว หมากพลู บุหรี่ ฝ้ายผูกแขน และข้าวเหนียว เพื่อให้เจ้าพ่อ “กวดข้าว” เอาสิ่งอัปมงคลลงกระทงซำฮะ โดยจะทำไปจนครบทุกบ้าน จากนั้นเจ้าพ่อเจ้านายจะไปยังปากทางหมู่บ้านเพื่อส่งกระทงซำฮะ หรือที่เรียกว่า “ส่งผีหลวง” จากนั้น จะยกทุงเขตทุงแดน พร้อมทั้งขีดขั้นปันแดน เพื่อไม่ให้ผีหลวงและสิ่งอัปมงคลหวนกลับมายังหมู่บ้านอีก  แม้พิธีกรรมแต่ละแห่งจะต่างกัน แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือ “ซำฮะ” หมายถึงการชำระสะสางสิ่งไม่ดีของจากหมู่บ้าน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีของคนในหมู่บ้าน แต่พิธีการเดินเลียบบ้านนี้ค่อย ๆ ลดน้อยลงไป เพราะว่าใช้เวลานาน บางแห่งคาบเจ้านายแก่ชราเดินไม่ไหว ก็เลียบเมืองโดยเดินรอบหอแทน
ยังมีพิธีที่คล้ายคลึงกันนี้อีกคือ “ไล่ผีหลวง” มีลักษณะเช่นเดียวกับการส่งผีหลวง แต่จะใช้ผู้คนในหมู่บ้านมาสมมติเป็น ผีหลวง จริง ๆ มาล้อมวงกินข้าวปลาอาหาร ก่อนจะให้เจ้าพ่อไล่ออกจากเขตแดนหอประจำหมู่ จะมีการแสดงการยื้อดึงไม่ยอมออกจากหมู่บ้าน หรือดื้อด้านของผีหลวงเป็นที่สนุกสนาน จนเจ้าพ่อจะต้องลงมาปราบหรือ ไล่ผีหลวง จึงเป็นอันเสร็จพิธี ดังนั้นการส่งผีหลวง และการไล่ผีหลวง จึงมีจุดประสงค์เดียวกัน คือการขับไล่สิ่งชั่วร้ายครั้งใหญ่ในหมู่บ้าน “หลวง” จึงมาจากคำว่า “หลวงหลาย” คือใหญ่โต นั้นเอง

18118798_10153853466112168_3232496840261473620_nนอกจากนั้น เจ้าพ่อเจ้านายยังมีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เรียกว่า “การปัว” ให้ผู้คนอีกด้วย พิธีกรรมการปัวเป็นการรักษาทางจิตวิญญาณตามความเชื่อความศรัทธาของผู้คน โดยพิธีกรรมปัว เกิดขึ้นเนื่องจากในหมู่บ้านมีคนเจ็บป่วย และรักษาไม่หาย จนต้องมีพิธีปัว เพื่อให้ทราบสาเหตุของการป่วย ซึ่งตามความเชื่อแล้ว จะมีทั้งเพราะผีเข้า หรือป่วยเพราะเจ้าพ่อเจ้าแม่ต้องการให้คนผู้นั้นเป็น “คาบ” หากได้ความว่าคนป่วยต้องรับเป็น คาบ (ร่างทรงใหม่) ของเจ้าพ่อเจ้านายแล้ว ก็จะมีการกำหนดวันทำพิธี “กินดอง” ขึ้น เพื่อให้คนนั้นเป็นคาบ หลังจากผ่านพิธีกินดองแล้ว ผู้รับเป็น คาบเจ้าพ่อเจ้านายก็จะหายจากอาการเจ็บป่วย และเป็นร่างทรงของเจ้าพ่อเจ้าแม่ของหมู่บ้านนั้นสืบต่อไป

การมีหอเจ้าพ่อเจ้านายประจำหมู่บ้านและประเพณีการเลี้ยงปีในเดือน 6 ของไทหล่มนี้ ยังสามารถพบเห็นได้ในพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ อันเป็นหมู่บ้านที่ไทหล่มได้อพยพไปอยู่ในภายหลัง และได้นำประเพณีตามความเชื่อนี้แผ่ขยายออกไปยังหมู่บ้านไทหล่มแห่งใหม่ เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านเช่นเดิมอีกด้วย  18199149_10153853469947168_3309967525247594259_n

  ประเพณีการเลี้ยงปีเจ้าพ่อเจ้านายของชาวหล่มเก่านั้น เป็นประเพณีพิธีกรรมจิตวิญญาณที่ทรงคุณค่า มีอิทธิพลต่อจิตใจของชาวบ้าน ซึ่งทำให้ผู้คนในหมู่บ้านไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำมาหากินไกลแค่ไหน ก็ต้องกลับบ้าน มาร่วมพิธีเลี้ยงปี ก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชน ทำให้คนในชุมชนได้รู้จักกัน และมีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกัน นอกจากนั้น ยังถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ เป็นมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ทั้งยังเป็นแนวทางให้ดำรงตนอยู่ในจารีตประเพณีฮีตสิบสองคองสิบสี่ เกิดความรู้สึกละอายและเกรงกลัวต่อการทำบาป ไม่ทำในสิ่งที่ขัดต่อจารีต ซึ่งส่งผลให้สังคมมีความสงบสุขร่มเย็นตามวิถีไทหล่มเก่าสืบไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : ศุภกฤต บุญเรือง

18157291_10153853499092168_2042652314063202229_n

DSC05431ปฐมบท …. พ.ศ. 2508 ลัทธิคอมมิวนิสต์ ในรูปแบบองค์กรที่เรียกว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) .. เริ่มแทรกซึมเขาพื้นที่เขาค้อ หินร่องกล้า โดยขยายไปยังมวลชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลและกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ

เมื่อแรกเริ่ม พคท. ได้อาศัยชนเผ่าม้งบางกลุ่มเป็นแกนนำในการขยายฐาน โดยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อและตอกย้ำการได้ไม่รับการดูแลและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลมีการประสานงานกับแกนนำนักศึกษาในเมือง ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและต่อต้านการปกครองเผด็จการในสมัยนั้น … ที่เห็นยืนอยู่ด้านหลังคือ สหายไท !! สามีสหายใบไม้ !!มีการฝึกอาวุธและวางแผนยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบโดยการช่วยเหลือจากต่างชาติที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกันกลุ่มสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่เข้ามาปฏิบัติการอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2518
สตรีชาวม้งคนซ้าย ผู้มอบรูปนี้ให้มา .. ได้เล่าว่า เธอได้ทำหน้าที่ฝ่ายจัดเสบียงจัดเลี้ยง อยู่ที่โรงเรียนการเมืองการทหาร หินร่องกล้า .. ได้เคยทำการจัดเลี้ยงบรรดานักศึกษาที่เคยเข้าร่วมกับ พคท. จำนวนมาก จากเหตุการณ์เมื่อ 14 ตค. 2516 และ 6 ตค. 2519 .. ปัจจุบันเธอและครอบครัวได้กลับเข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตั้งบ้านเรือนทำมาหากินสุจริตอย่างมีความสุขอยู่ที่ บ้านเข็กน้อย
การแต่งกายของชาวม้งแบบดั้งเดิม  เป็นรูปถ่ายตั้งแต่เมื่อครั้งยังมีเหตุการณ์ไม่สงบ ผกค. และ พคท. ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์
สถานการณ์ก่อการร้าย เริ่มขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2508 จึงเกิดคำว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ขึ้นมา ในขั้นต้นนั้น ผกค. เข้าแทรกซึมมาจากแนวชายแดนด้านทิศเหนือ และได้ยึดเอาภูหินร่องกล้า เป็นที่มั่น หลังจากนั้น ผกค. ได้ขยายงานรุกเข้าเขาค้อ เพื่อเตรียมสถาปนาเขาค้อให้เป็นฐานที่มั่นในการรุกต่อไป
เนื่องจากเขาค้อ มีสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่ารกทึบสูงชันยากต่อการตรวจการณ์ทางอากาศและทางพื้นดิน นอกจากนี้ตามเทือกเขาต่าง ๆ ยังมีถ้ำอยู่มากมายเหมาะสำหรับเป็นที่หลบซ่อนและสะสมอาวุธและเสบียงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาค้อ เขาปู่ เขาย่า ยังเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจึงเล็งเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ในการที่จะเข้ามาเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ และทำสงครามกองโจร เพื่อปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล
จนในปี พ.ศ. 2511 ผกค. ได้เข้ามาปฏิบัติงานในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เลย เพชรบูรณ์ โดยมีสหายดั่ง (นายดำริห์) เป็นหัวหน้าในการเข้ามาปลุกระดมมวลชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง
กระทั่งวันที่ 20 พฤศจิกายน 2511 ผกค. จำนวนหนึ่งนำโดยสหายพิชัย ได้จัดกำลังเข้าโจมตีอาสาสมัครคุ้มครองหมู่บ้าน บ้านห้วยทรายเหนือ และได้ประกาศให้วันนั้นเป็น “วันเสียงปืนแตก” ทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บเสียชีวิตหลายนาย และ ผกค. ยังได้ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ไปได้บางส่วน
เมื่อ 28 ธ.ค. 2511 ผกค. โจมตีฐานปฏิบัติการ บ.เล่าลือ ซึ่งอยู่ในเขต อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ นับเป็นเหตุการณ์ ผกค. ปฏิบัติการในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดเป็นครั้งที่ 2
DSC07577เมื่อ 20 พ.ย. 2511 ผกค. กลุ่มเขาค้อประกาศ “วันเสียงปืนแตก” ด้วยการเข้าโจมตีหมู่บ้านเล่าลือ มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บล้มตายและ ผกค. ได้ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน จากนั้นได้โฆษณาชวนเชื่อชาวเขาเผ่าม้งบริเวณนี้ว่า เจ้าหน้าที่จะทำการแก้แค้นด้วยการกวาดล้างและฆ่าชาวม้งทุกคน จึงเป็นเหตุให้ชาวเขาเหล่านี้เกิดความหวาดกลัวต่างพากันอพยพเข้าร่วมเป็นสมัครพรรคพวกกับ ผกค. กลุ่มเขาค้อเป็นต้นมา
จากนั้นยังคงส่งกำลังเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของฝ่ายรัฐบาลหลายครั้ง ทำให้มวลชนส่วนใหญ่เกรงกลัวอิทธิพล ผกค. ประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อของผู้ก่อการร้าย ทำให้มวลชนอพยพเข้าไปอยู่ในป่า ร่วมเป็นสมัครพรรคพวกกับ ผกค. และได้จัดตั้งสำนักอำนาจรัฐขึ้นมา
หลังจากนั้นการสู้รบก็ยังคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ชีวิตของทหารผู้กล้าต้องพลีชีพไปกับสงครามมากขึ้น
ผกค. กลุ่มเขาค้อ มีชื่อรหัสเขตงานว่า เขต ข.33 ปฏิบัติงานด้านการเมืองการทหารครอบคลุมพื้นที่ อ.หล่มสัก อ.เมืองเพชรบูรณ์ อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ อ.เนินมะปราง รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก
ผกค.กลุ่มเขาค้อ มีฐานที่มั่นประกอบด้วยสำนักอำนาจรัฐ โรงเรียนการเมืองการทหาร สำนักพลเขตนายร้อยพลาธิการ สำนักทหารช่าง สำนักเคลื่อนที่กองร้อยทหารหลัก 515 กองร้อยทหารหลัก 520 พยาบาลเขตและคลังเสบียง อาวุธ
ผกค. ได้ตั้งหมู่บ้านปลดปล่อยในอิทธิพล คือ บ้านภูชัย บ้านแสงทอง หลักชัย ชิงชัย กล้าบุก ทุ่งแดง รวมพลัง รวมสู้ ต่อสู้ ฐานที่มั่นและหมู่บ้านในอิทธิพลเหล่านี้กระจายอยู่ตามเทือกเขาต่าง ๆ บริเวณบ้านหนองแม่นา สะเดาะพง เขาค้อ เขาย่า เขาหลังถ้ำ รวมพื้นที่ฐานมั่น ผกค. ประมาณ 50 ตร.กม.
เมื่อ ผกค. กลุ่มเขาค้อ มีกำลังเข้มแข็ง และแผ่อิทธิพลครอบคลุมชาวเขาประมาณ 3,000 คน เหล่านี้ไว้ได้ทั้งหมด ประมาณปี 2513 ผกค. ได้จัดตั้งกองร้อยเคลื่อนที่เร็ว 515 และกองกำลังติดอาวุธ 511 นั้นมีหน้าที่ในเขตรับผิดชอบ คือ กองร้อย 515 แบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วน  ส่วนที่ 1 ปฏิบัติงานด้านการเมือง ตามหมู่บ้านพื้นราบเชิงเขา เขต อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ส่วนที่ 2 กลางเมืองตามหมู่บ้านพื้นราบเชิงเขาเขต กิ่ง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก
ประมาณปี พ.ศ. 2514 ยุบกองร้อย 515 กับกองร้อย 511 รวมกันเป็นกองร้อย 515 ต่อมาปี 2520 ได้ยกระดับทหารบ้าน ซึ่งได้รับการฝึกเป็นกองร้อยทหารหลัก 520
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)ได้สถาปนาอำนาจรัฐประชาชนขึ้นในเขตฐานที่มันคงของ ผกค. กลุ่มเขาค้อเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและมีอายุยืนยาวถึง 10 ปี และมีระบบโครงสร้างการจัดการค่อนข้างมั่นคง มีคณะกรรมการบริหารเรียกว่า “คณะกรรมการรัฐ”
“คณะกรรมการรัฐ” ของ พคท. ประกอบด้วย
– ประธานกรรมการรัฐ
– รองประธานกรรมการรัฐ
– กรรมการรัฐฝ่ายปกครอง
– กรรมการรัฐฝ่ายเศรษฐกิจ
– กรรมการรัฐฝ่ายทหาร
– กรรมการรัฐฝ่ายศึกษาและเยาวชน
– กรรมการรัฐฝ่ายสาธารณสุข
– กรรมการรัฐฝ่ายโฆษณา
– กรรมการรัฐฝ่ายการพาณิชย์
– กรรมการรัฐฝ่ายสตรีและเด็ก
มีสภาผู้แทนประชาชนปฏิวัติประกอบด้วยสมาชิกสภาจำนวน 55 คนที่ได้รับเลือกมาจากราษฎรและทหารในเขตฐานที่มั่น ทำหน้าที่กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมและตัดทอนกฎหมายลงมติโครงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อความสงบเรียบร้อย มั่นคง และก้าวหน้าของเขตฐานที่มั่น และติดตามตรวจสอบการบริหารของกรรมการบ้านและกรรมการรัฐในการพิจารณาคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในฐานที่มั่น
มีศาลประชาชนซึ่งประกอบด้วยศาลผู้พิพากษา และคณะกรรมการกฎหมายมีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีต่าง ๆ ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ หรือฐานที่มั่น ตามกฎหมายที่กำหนดขึ้นไว้
ด้านการปกครอง มีการจัดองค์การบริหารถึงระดับหมู่บ้าน มีเจ้าหน้าที่คือ คณะกรรมการบ้านเป็นผู้บริหาร
ด้านการทหาร มีทหารหลักที่จะรักษาความปลอดภัยแก่ฐานที่มั่น และมีทหารบ้านเป็นกำลังสำรอง กองกำลังเหล่านี้มีขีดความสามารถพร้อมที่จะสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านเศรษฐกิจ มีการวางโครงการเกี่ยวกับการผลิตแต่ละปีไว้อย่างแน่ชัด คือ กำหนดผลผลิตไว้เพื่อสำรองเวลาสู้รบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ให้เพียงพอในกรณีที่การรบยืดเยื้อ และผลผลิตเพื่อใช้เลี้ยงทหาร ประชาชน ที่อยู่ในเขตฐานที่มั่น
ด้านการพาณิชย์ มีการซื้อของใช้ที่จำเป็นจากภายนอกเข้าไปจำหน่ายแก่ พวกทหารและประชาชนในเขตฐานที่มั่น
ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม มีการเปิดโรงเรียนสอนลูกหลานของทหารและประชาชนจนถึงระดับหมู่บ้าน
ด้านการสาธารณสุข มีหมอบ้าน สำนักเภสัชและยาป่า รวมทั้งมีการจัดตั้ง โรงเรียนแพทย์เพื่อผลิตหมอ และมีแผนจะจัดตั้งสถานอนามัยขึ้นบริการแก่ชาวบ้าน 2 – 3 หมู่บ้านต่อ 1 แห่ง
ด้านสตรีและเด็ก มีการดำเนินงานจัดตั้งองค์การบริหารจนถึงระดับหมู่บ้าน
ด้านการผลิต ให้ยืนหยัดทำการผลิตรวมหมู่เป็นหลักในการดำเนินการ และผลิตเพื่อใช้ส่วนตัวเป็นรองยึดมั่นการพึ่งตนเอง ความมุ่งหมายในการผลิต คือ การทำนา ปลูกฝ้าย เพื่อใช้ผลิต เครื่องนุ่งห่ม ผลิตยาสมุนไพร และการต้มเกลือ ใช้ประกอบอาหารและต้องผลิตให้เพียงพอ ทุกหมู่บ้าน จะต้องเตรียมข้าวสำรองไว้อย่างน้อยหมู่บ้านละ 4 – 5 ถัง พร้อมทั้งให้เตรียมเสบียงอาหารแห้งไว้ให้พร้อม ถ้าหากถูกโจมตีจะใช้ข้าวและเสบียงที่สะสมเป็นอาหารเลี้ยงชีพระหว่างการสู้รบหรืออพยพหลบหนี
ด้านการทหาร ต้องพึ่งจำนวนของตัวเองเป็นหลัก ให้ทุกหมู่บ้านส่งลูกหลานที่มีอายุเข้าเกณฑ์เป็นทหารให้ยกระดับทหารบ้านให้สูงขึ้น พร้อมที่จะจัดตั้งเป็นกำลังรบหลักหรือช่วยเหลือทหารหลักในการสู้รบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และให้ทหารทุกคนเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับฝ่ายรัฐ
หมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งในพื้นที่ตอนใต้เส้นทางถนนสายพิษณุโลก – หล่มสัก มีจำนวนมาก เช่น บ.เล่านะ บ.เล่าเพ้ง บ.เล่าลือ บ.พ้อย บ.หูช้าง บ.สะเดาะพง ฯลฯ แต่มีเหลือเป็นของฝ่ายรัฐเพียงหมู่บ้านเดียว คือ บ.เล่าลือ นอกนั้นพากันอพยพจากถิ่นที่เดิมไปอยู่ตามไร่ในป่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ผกค. ทั้งสิ้น
“เขาค้อ” ได้มีชื่อนี้ก็เป็นเพราะพื้นที่นี้อุดมไปด้วยต้นค้อ (ไม้ยืนต้นคล้ายตาล) ชาวเขาเผ่าม้งมักนิยมนำไปมุง หลังคาบ้าน
ยอดเขาค้อที่มีความสูง 1,174 เมตร และบนเทือกเขาลูกเดียวกันมียอดอีกยอดหนึ่งสูง 990 เมตร เป็นยอดเขาเคียงคู่ทางด้านทิศตะวันตก ชื่อ เขาปางก่อ … ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกเทือกเขานี้ว่า “เขาค้อ ปางก่อ”
เขาค้อปางก่อเป็นเทือกเขาที่ทอดยาวจากเหนือไปใต้ความยาวตามสันเขาประมาณ 5 – 6 กม. มีลักษณะของเส้นทาง ยุทธศาสตร์พัฒนาตามแนวความคิดของกองทัพภาคที่ 3 ที่จะสร้างเส้นทางจาก บ้านแคมป์สน (กม.ที่ 100 เส้นทางพิษณุโลก – หล่มสัก) ไปยังบ้านเล่าลือ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาสุดท้ายที่เหลืออยู่
และทำการสร้างถนนจากตำบลนางั่ว อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เข้าไปในพื้นที่แทรกซึม มาบรรจบกับเส้นทางจากบ้านแคมป์สน ที่บ้านสะเดาะพงษ์
ยุทธศาสตร์การสร้างถนนเข้าไปในพื้นที่อิทธิพลของ ผกค. เพื่อเป็นการยึดพื้นที่อย่างถาวรหลังจากที่สู้รบผลักดัน ผกค. ให้ล่าถอยไปแล้ว อีกทั้งจะเป็นเส้นทางเคลื่อนพลและขนยุทโธปกรณ์และกำลังบำรุงเข้าสู่สมรภูมิได้อย่างสะดวก
การก่อสร้างทางต้องหยุดชะงักเป็นระยะ ๆ เนื่องจากถูกขัดขวางจาก ผกค. บนยอดเขาค้อปางก่ออย่างรุนแรง จนบางครั้งไม่สามารถสร้างทางต่อไปได้เป็นระยะเวลานาน อีกทั้งถนนที่ได้ตัดขึ้นไปแล้วก็ถูกวางกับระเบิดสร้างความเสียหายแก่ฝ่ายรัฐทั้งชีวิตกำลังพลและยุทโธปกรณ์เป็นระยะ ๆ
ยุทธการฝ่ายรัฐจึงมุ่งที่จะยึดพื้นที่เพิ่มเติมคืบหน้าไปเรื่อย ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะยึดยอดเขาค้อให้ได้ จึงได้มอบหมายให้ หน่วย พัน ร.3447 มีการจัดกำลังพลร่วมกับหน่วยสร้างทางฝ่ายพลเรือน รุกเข้ายึดพื้นที่
272แผนปฏิบัติการคือ เมื่อได้รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศต่อที่หมาย บนยอดเขาค้อ กำลังเข้าปฏิบัติการจะแทรกซึมเข้าทางพื้นดิน หลังจากนั้น บริษัทภานุมาศ จำกัด จะสนับสนุนโดยการเส้นทางลำลองด้วยแทรกเตอร์ 2 คัน โดยมีกำลังทห่รคุ้มกันตลอดเส้นทาง เพื่อใช้เป็นเส้นทางส่งกำลังแนวเส้นทางก่อสร้างกำหนดไปตามพื้นราบ
เดิมทีแรก ได้วางแผนกำหนดก่อสร้างเส้นทางไปตามพื้นราบขนานกับสันเขาค้อปางก่อทางด้านทิศตะวันออก และไปขึ้นทางเขาค้อทางทิศใต้ เนื่องจากพื้นที่ไม่ชันมาก ง่ายต่อการเคลื่อนที่บนยอดเขาค้อ
แต่ปรากฏว่า ผกค. ได้ต้านทานอย่างหนักไม่สามารถเคลื่อนที่รุกตามแผนที่วางไว้ได้ กำลังทหารจึงเปลี่ยนทิศทางเคลื่นที่เข้าหาที่หมายทางเหนือสันเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สูงชัน ผกค. วางกำลังต่อต้านทางด้านนี้น้อยเพราะไม่คาดว่าฝ่ายทหารจะปฏิบัติการด้านนี้
ผกค. ได้ดัดแปลงที่มั่นเป็นคูรบไว้ 5 จุด ก่อนที่จะถึงที่หมายบนยอดเขาค้อแต่ละจุดห่างกันประมาณ 300 – 400 เมตร เมื่อฝ่ายทหารยึดที่มั่นคูรบจุดที่ 1 ไว้ได้แล้ว ผกค.จะถอนตัวไปตั้งรบคูรบที่ 2 เมื่อทหารยึดคูรบที่ 2 ได้ ผกค. จะถอนตัวไปตั้งรับจุดที่ 3 ตามลำดับ
การต้านทานของ ผกค.นอกจากกำลังทางพื้นดินแล้วยังได้รับการสนับสนุนการโจมตีด้วยอาวุธ กระสุนวิถีโค้ง ค.61 มม. (ปืนครก) จากยอดเขาค้ออีกด้วย
เมื่อทหารสามารถยึดคูรบที่ 3 ได้สำเร็จ ก็ได้เคลื่อนที่เข้ายึดที่หมายต่อไป ผกค. รู้แผนการปฏิบัติของฝ่ายทหารที่ต้องการยึดเขาค้อ ทางด้านนี้ จึงส่งกำลังมาเพิ่มเติมเพื่อขัดขวางอย่างหนัก การปฏิบัติฝ่ายทหารจึงเคลื่อนที่ไปได้อย่างช้า ๆ และภูมิประเทศยากลำบากเป็นป่าทึบและต้องขึ้นเขาสูงชันมาก
เมื่อทหารยึดคูรบที่ 4 ได้ พบว่า ผกค. ได้แกะสลักบนต้นไม้ใหญ่ว่า “ทหารไทยจะยึดได้ปี 2521” …. แต่ฝ่ายทหารยึดได้ในปี 2522 แสดงว่า ผกค. ได้ประมาณสถานการณ์ล่วงหน้าว่า จะต้องสูญเสียฐานที่มั่นบริเวณนี้อย่างแน่นอน แต่ ผกค.สามารถต้านทานฝ่ายทหารได้นานกว่าที่คิด
จากนั้น ทหารไทยก็สามารถยึดคูรบที่ 5 ห่างจากยอดเขาค้อประมาณ 500 – 600 เมตร ไว้ได้
ยอดเขาค้อเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุด เป็นชัยภูมิที่สำคัญมาก เพราะเป็นเขาโดดอยู่สูงท่ามกลางพื้นที่สมรภูมิเขาค้อ จึงสามารถใช้เป็นจุดควบคุมสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ได้ทั้งหมด มีลักษณะภูมิประเทศเป็นสันเขาแนวยาวและแคบ จากยอดเขาลงไปถึงตีนเขาจะเป็นป่ารกทึบทั้งหมด .. การยึดยอดเขาค้อได้จากฝ่าย ผกค. เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2522 โดยเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อที่หมายยอดเขาค้อก่อน จากนั้น กองกำลังทางพื้นดินได้เคลื่อนที่เข้ายึดยอดเขาค้อได้สำเร็จ เมื่อฝ่ายทหารยึดยอดเขาค้อได้แล้ว ก็สร้างฐานที่มั่นขึ้นเพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการต่อไป โดยใช้ชื่อว่า “ฐานกรุงเทพ” อันเป็นการตั้งชื่อตามนามเรียกขานทางวิทยุของร้อย ร. 1741 ที่เป็นหน่ยวเข้ายึดยอดเขาค้อได้สำเร็จเป็นหน่วยแรก และ ณ บนยอดเขาค้อนี่เอง ได้มีเหตุการณ์การสู้รบครั้งสำคัญเพื่อแย่งชิงชัยภูมิแห่งนี้ ระหว่างฝ่ายทหารและ ผกค.อีกหลายครั้ง เป็นการสู้รบรุนแรงถึงขั้นแตกหัก ดุเดือดและเกิดความสูญเสียอย่างมาก ..
ในวันที่ 19 ก.ค. 2522 ฝ่ายทหารได้ขอรับการโจมตีสนับสนุนทางอากาศต่อที่หมายยอดเขาค้ออีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จสิ้นการโจมตีทางอากาศแล้ว กองกำลังทางพื้นดินได้เคลื่อนที่เข้ายึดที่หมายยอดเขาค้อได้สำเร็จเมื่อเวลา 13.30 น.
เมื่อฝ่ายทหารยึดยอดเขาค้อได้แล้ว จึงสถาปนาความมั่นคงของยอดเขาค้อ โดยใช้รถแทรกเตอร์สร้างฐานที่มั่นขึ้น นั่นก็คือฐานกรุงเทพฯ ที่อยู่หน้าอนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อในปัจจุบัน ….ฐานปฏิบัติการกรุงเทพฯ เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาตามนามเรียกขานทางวิทยุของร้อย ร. 1741 ที่ยึดยอดเขาค้อได้สำเร็จเป็นหน่วยแรกนั่นเอง
เมื่อฝ่ายทหารยึดยอดเขาค้อได้แล้ว ฝ่ายผกค.ก็ได้เพิ่มปฏิบัติการกดดันฝ่ายทหาร เพื่อต้องการยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญนี้คืนมาให้ได้ ด้วยการซุ่มโจมตีตามเส้นทางสู่ยอดเขา พร้อมกับการลอบยิงกำลังบนฐานปฏิบัติการ และวางกับระเบิดตลอดเส้นทางเพื่อตัดขาดและไม่ให้ฝ่ายทหารส่งกำลังบำรุงไปยอดเขาได้
การวางกับระเบิดที่รุนแรงที่สุด คือ การวางระเบิดขบวนส่งกำลังซึ่งบรรทุกโดยสัตว์ของกรมการสัตว์ทหารบก ทำให้สัตว์และคนจูงแหลกละเอียดเป็นจุล ไม่พบซากเลยทั้งสัตว์และคนจูง ทำให้กำลังพลบนยอดเขาค้อเริ่มขวัญตกต่ำ
การส่งกำลังไม่สามารถส่งในเวลากลางวันได้ นอกจากนั้น กำลังพลบนเขาค้อเมื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็มักเสียชีวิต เพราะไม่สามารถส่งกลับได้ทันเวลา เมื่อถูก ผกค. ขัดขวางหนักขึ้นทำให้ไม่สามารถส่งกำลังในเวลากลางวันได้ ขวัญของกำลังพลตกต่ำ ผกค.ได้ใช้ช่วงเวลานี้ปฏิบัติการทางจิตวิทยาต่อฝ่ายทหาร ผ่านทางเครื่องกระจายเสียงบนยอดเขาค้อให้กำลังพลวางอาวุธและกลับไปอยู่กับครอบครัวเสีย
ฝ่ายทหารได้ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงวางแผนแก้ปัญหาโดยให้กำลังพลขุดคูรบ จากยอดเขาค้อลงมาตีนเขาระยะทางประมาณ 2 กม. เศษ เพื่อใช้เป็นเส้นทางส่งกำลังและสับเปลี่ยนกำลัง .. บางช่วงเมื่อขุดไปเจอแนวก้อนหิน ก็ต้องหยุดเว้นช่วง แล้วทำการขุดต่อได้เมื่อพ้นแนวก้อนหินไปแล้ว
การเคลื่อนที่ในช่วงนี้จึงต้องวิ่งข้ามก้อนหินใหญ่จากคูรบหนึ่งไปยังอีกคูรบหนึ่ง บางพื้นที่ไม่มีภูมิประเทศที่กำบัง การเคลื่อนที่ก็ต้องใช้เสื่อรำแพนทำเป็นฉากปิดกั้นกำบังแทน การส่งกำลังเพื่อขุดคูรบก็ทำได้สะดวกขึ้น
ปัญหาและกำลังใจของกำลังพลดีขึ้นแต่เดิมไม่เคยยิ้มแย้มแจ่มใสเปลี่ยนเป็นเสียงหัวร่อต่อกระซิกและมีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป การสูญเสียในช่วงที่ขุดคูรบน้อยลง กำลังพลบนเขาค้อได้มีโอกาสลงมาอาบน้ำพักผ่อนในหมู่บ้านของฝ่ายเรา และได้มีการอัดเทปขึ้นไปกระจายเสียงตอบโต้การกระจายเสียงของ ผกค. บนฐานกรุงเทพฯ ด้วย
สถานการณ์บนฐานกรุงเทพฯ ของต้นปี 2523 กำลังพลจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาพร้อมที่จะรบประชิดเมื่อข้าศึกโจมตี บนฐานไม่มีต้นไม้จะเป็นที่กำบังได้และเมื่อเวรยาม โผล่ศีรษะขึ้นไปตรวจการณ์ก็จะถูกยิงจาก ผกค. อยู่ตลอดเวลาทำให้กำลังพลสูญเสียจากการตรวจการณ์ไปหลายคน จึงมีความคิดเอากล้องเปอริสโคป (กล้องตาเรือดำน้ำ) มาใช้ ทำให้การตรวจการณ์ได้ผล ทราบจาก ผกค. ที่มามอบตัวภายหลังว่า ผกค. มีแนวความคิดจะยึดฐานกรุงเทพฯ คืนให้ได้ ด้วยการขุดคูรบขึ้นมา แต่เมื่อฝ่ายเรานำกล้องเปอริสโคปมาใช้ แผนที่จะยึด ฐานกรุงเทพฯ จึงไม่สำเร็จ
ปลายเดือนมีนาคม 2523 มี ผกค. ระดับนักรบชื่อสหายรุ่ง ได้หลบหนีมามอบตัวกับทางทหาร และได้เปิดเผยว่า ผกค. กำลังขุดคูรบเข้ามาประชิดฐานกรุงเทพฯ และมีส่วนหนึ่งกำลังขุดอุโมงค์จากรอยต่อระหว่างยอดเขาค้อกับขอดเขาปางก่อเข้ามาใต้ฐานกรุงเทพฯ เพื่อจะยึดฐานกลับคืนมาให้ได้ จึงได้มีการแจ้งเหตุการณ์และให้กำลังพลบนฐานกรุงเทพฯ เพิ่มความระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น
นอกจากนั้น ยังสืบทราบว่า ผกค.มีแผนระเบิดคูรบของ ฐานกรุงเทพฯ เพื่อเปิดช่องทางให้กำลัง ผกค.ส่วนรุกปฏิบัติการจู่โจมเข้ายึดฐานคืนให้ได้ แต่เนื่องจากสหายรุ่งเข้ามอบตัว ผกค.จึงกลัวว่าแผนดังกล่าวจะถูกเปิดเผย จึงชิงปฏิบัติการโดยเข้าระเบิดโจมตีก่อน แต่มีผลทำให้ระเบิดเพียงขอบฐานภายนอก ไม่สามารถเปิดแนวรบตามแผนที่วางไว้ การใช้กำลังที่จะเข้าจู่โจมฐานจึงไม่สำเร็จ ยึดไม่สามารถฐานกรุงเทพฯ คืนได้
ในปี พ.ศ. 2523 การศึกดุเดือดถึงขีดสุด ยุทธการครั้งใหญ่เริ่มเปิดฉากขึ้นยุทธการการผาเมืองเผด็จศึก ยุทธการหักไพรี และยุทธการผาเมืองเกรียงไกร เทือกเขาค้อแทบถล่มทลาย ด้วยวัตถุระเบิดที่ต่างฝ่ายต่างขนมาประหัตประหารกันเลือดแลกด้วยเลือด ชีวิตแลกด้วยชีวิต ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายทวีมากขึ้นจนแทบไม่มีกำลังหลงเหลืออยู่
DSC05354การเปิดยุทธการ “ผาเมืองเผด็จศึก 1” เพื่อยึดและขับไล่ ผกค. บริเวณเขาค้อการปฏิบัติฝ่ายทหารสามารถยึดเขาค้อได้ภายใต้การ ยิงสนับสนุนของปืนใหญ่ จากฐานยิงสนับสนุนสมเด็จ ซึ่งฐานยิงสนับสนุนตั้งห่างจากเขาค้อ 7 กม. ทำให้ฝ่ายทหารได้ก่อสร้างทางและขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดน ผกค. อย่างรวดเร็ว
การที่จะเอาชนะ ผกค.ได้โดยเด็ดขาดนี้ จำเป็นต้องใช้กำลังฝ่ายทหารที่มีทั้งหมดโจมตีฐานที่มั่นของ ผกค. บริเวณเขาห้วยทราย ทุ่งสะเดาะพง – เขาตะเคียนโง๊ะ – เขาปู่ และบ้านหนองแม่นา ดังนั้น ฝ่ายทหารจึงมีนโยบายเปิดยุทธการ “ผาเมืองเผด็จศึก 2” ขึ้นเพื่อโจมตีฐานที่มั่น ผกค.ทั้งหมด และ เพื่อให้การยิงปืนใหญ่เป็นไปอย่างต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ปฎิบัติการจำเป็นต้องย้ายปืนจากฐานยิงสนับสนุนสมเด็จมาตั้งยิงบนเขาค้อ นั่นคือฐานยิงสนับสนุนอิทธิในปัจจุบัน
ฐานยิงสนับสนุนแห่งนี้ทำการยิงให้หน่วยดำเนินกลยุทธ์ ในพื้นที่จนสามารถยึดและทำลายที่มั่น ผกค. ได้อย่างสิ้นเชิง ต่อมาฐานยิงนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “ฐานยิงสนับสนุนอิทธิ” เป็นอนุสรณ์แก่ พันเอกอิทธิ สิมารักษ์ ผช.ผอ. พตท 1617 ซึ่งเสียชีวิตจาการบัญชาการรบที่เขาค้อเพื่อนำผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตออกจากพื้นที่การต่อสู้
จวบจนกระทั้งในปี 2525 เสียงปืนเริ่มสงบลงการศึกย่อมมีแพ้ มีชนะ การรบที่ยืดเยื้อมากว่า 15 ปี ยุติลงแล้วความสงบเงียบเริ่มเข้ามาแทนที่เหลือไว้แต่เพียงความพินาศความเสียหาย แมกไม้ป่าทึบท่วมกลางหุบเขาย่อยยับกับแรงระเบิดเมื่อคราวก่อน ซากเศษอาวุธรถถัง ยุทธปัจจัยต่าง ๆ กระจายเคลื่อนอยู่ทั่วบริเวณ ทุกสิ่งทุกอย่างยุติลงแล้ว เหลือไว้ก็เพียงแต่ประวัติการรบที่ห้าวหาญ และน้ำตาญาติพี่น้องของวีรชน
สรุปการเปิดยุทธการเพื่อทำการต่อสู้ปราบปราม พคท.และ ผกค.ในพื้นที่เขาค้อ ของฝ่ายทหารรัฐบาลไทย ได้เปิดยุทธการ 7 ครั้งด้วยกัน คือ
1. ยุทธการโพธิกนิษฐ์ เมื่อปลาย พ.ศ. 2512
2. ยุทธการภูขวาง (กฝร. 15) เมื่อ พ.ศ. 2515
3. การฝึกร่วม 16 (กฝร. 16) ครั้งที่ 1 เมื่อ ธค. 2515
4. การฝึกร่วม 16 (กฝร. 16) ครั้งที่ 2 เมื่อ กพ. 2516
5. ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 2 ครั้ง เมื่อ มค.- เมย. 2524
6. ยุทธการหักไพรี เมื่อ พ.ศ. 2525
7. ยุทธการผาเมืองเกรียงไกร ต่อเนื่องมาจาก หักไพรี จนได้สามารถยึดพื้นที่ได้หมด
การสู้รบระหว่างกำลังทหารกับ ผกค. บริเวณเขาค้อ เขาย่า ทุ่งสะเดาะพง เขาปู่ และหนองแม่นา ยุติลงสิ้นเชิงในปี พ.ศ. 2525 นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่มิใช่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งแต่เป็นของประชาชนชาวไทยทั้งปวงที่สามารถยุติความขัดแย้งและการใช้กำลังอาวุธ ตัดสินปัญหามาสู่สันติและการร่วมมือกันพัฒนาประเทศ ตามนโยบาย 66/23 ใช้การเมืองนำการทหาร โดยชักชวนให้ผู้หลงผิดกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
ในระหว่างการสู้รบกันนั้น ยุทธศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญของฝ่ายทหารคือ เมื่อรุกด้วยกำลังทหารเพื่อยึดพื้นที่ได้แล้ว จัต้องครอบครองพื้นที่ให้ได้โดยเด็ดขาด ไม่ให้ฝ่าย ผกค. กลับมาโจมตีเพื่อยึดพื้นที่คืนอีก ฉะนั้น จึงเกิดการสร้างชุมชนถาวรขึ้นตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ยึดคืนได้ โดยนำเอาราษฎรอาสา (รอส.) และทหารผ่านศึก ขึ้นไปตั้งเป็นชุมชน เป็นหมู่บ้านจัดตั้งต่าง ๆ โดยทางการได้สร้างบ้านให้พร้อมที่ดินอยู่อาศัย 1 ไร่ และที่ดินทำกินอีก 15 ไร่ ตามสองข้างระยะ 1 กม.จากถนนที่ได้สร้างขึ้นไว้แล้ว และหมู่บ้านต่าง ๆ เหล่านั้น ก็ได้ใช้ชื่อหรือนามสกุลของเหล่าวีรชนที่เสียชีวิตในการสู้รบมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านและสถานที่ต่าง ๆ มาจนทุกวันนี้
อนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ สร้างเป็นรูปสามเหลี่ยมเป็นหินอ่อนทั้งหมด ขนาดและรูปทรงของอนุสรณ์สถานนี้ มีความหมายที่สำคัญคือ รูปสามเหลี่ยมหมายถึง การปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง พลเรือน ตำรวจ ทหาร ฐานกว้าง 11 เมตร หมายถึง พ.ศ. 2511 อันเป็นปีที่เริ่มการปฏิบัติการรุนแรงของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ความสูงจากแท่นบูชาถึงยอด 24 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ. 2524 ปีที่เปิดยุทธการครั้งใหญ่ ความสูงจากฐานถึงยอด 25 เมตร หมายถึงปี พ.ศ. 2525 ปีที่สิ้นสุดการรบ ความกว้างฐานสามเหลี่ยมด้านละ 2.6 เมตร หมายถึงปี พ.ศ 2526 ซึ่งเป็นปีที่สร้างอนุสรณ์ ฯ แห่งนี้
หากกล่าวถึงสมรภูมิเขาค้อในอดีตซึ่งเป็นกำลังสำคัญอีกส่วนหนึ่งในการรบครั้งนั้น คือ พวกจีนฮ่อ 
กองพล 93 (ก๊กมินตั๋ง) ซึ่งอยู่ที่ดอยแม่สลอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ได้ส่งกองกำลังทหาร จีนฮ่อ มาร่วมปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์พื้นที่เขาค้อ มีภารกิจคุ้มกันการสร้างทางทุ่งสมอ – เขาค้อ โดยบริษัทสร้างทางภานุมาศ
เหล่าทหารที่อาสาร่วมรบ ได้สร้างอนุสรณ์ขึ้นเพื่อให้ระลึกถึงผู้เสียสละในช่วงนั้นที่ตั้งอยู่ อนุสาวรีย์ได้สลักรายชื่อของทหารที่เสียชีวิตและข้อความต่าง ๆ ไว้ด้วย
อนุสาวรีย์จีนฮ่อ ทีระลึกของผู้เสียชีวิตจากผู้อาสาเข้าร่วมในการรบจากองพล 93 วันที่ 6 ก.พ. 2524 ได้รับคำสั่งปฏิบัติการในเขตพื้นที่ “เขาค้อ” จาก กม. 23 – 30 มีทหารจำนวน 64 นายได้ออกเคลียร์พื้นที่ 935 ทหารกล้าได้ปฏิบัติภารกิจอย่างกล้าหาญ และมีสติมั่นคงจนได้รับความสำเร็จในที่สุด จึงได้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตมีจำนวน 16 นาย

ปัจฉิมบท … ปัจจุบันนี้ เขาค้อได้รับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมาก กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเขาค้อจำนวนนับล้านคน ทั้งนี้เพราะเขาค้อมีภูมิประเทศเป็นทะเลภูเขาสวยงามและมีอากาศเย็นทั้งปี

แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้เรื่องและจดจำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขาค้อที่เกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เลย … ชีวิต เลือดและคราบน้ำตา ต้องสูญเสียไปอย่างมากมาย แต่ละหลักกิโลเมตรของเขาค้อจะมีเรื่องราวการสูญเสียที่เกิดขึ้นให้เล่าขานจดจำ … และรำลึกสำนึกถึงความเสียสละของเหล่าผู้กล้า !!

บทความนี้ รวบรวมและปรับปรุงจากบันทึกเหตุการณ์สมรภูมิเขาค้อของ พล.อ.หาญ เพทาย  โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะมาตอกย้ำความเจ็บปวด หรือมารื้อฟื้นความแตกแยกอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อบันทึกและสืบทอดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้ให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และตระหนักในความเสียสละของเหล่าวีรชนที่ได้พลีชีพไป .. ก่อนที่ที่เรื่องราวเหล่านี้ จะเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัย

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรและในพื้นที่เขาค้อ
– สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ เสด็จพื้นที่เขาค้อ วันที่ 13 กพ. 2520 ณ ฐานปฏิบัติการทุ่งสมอ
– ครั้งที่ 10
วันพฤหัสบดีที่ 1 กพ. 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ไปยังชุดปกครองพัฒนาทุ่งสมอ 2 โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก ได้ทรงฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก แล้วเสด็จ ฯ ไปยังโรงเรียนเจริญทองนิ่ม พระราชทานอุปกรณ์การเรียน เครื่องใช้ต่าง ๆ แก่ผู้แทนครูและนักเรียน ทอดพระเนตรการแสดงของเยาวชนเขาค้อ เสวยพระกระยาหารกลางวันที่เรือนร่มเกล้า แล้วเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเจ้าหน้าที่และราษฎรอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ฐานยิงสนับสนุนทุ่งสมอ พระราชทานถุงของขวัญและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้มีส่วนช่วยเหลือโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ พระองค์โปรดเกล้าฯให้หน่วยแพทย์หลวงเคลื่อนที่ไปล่วงหน้าเพื่อตรวจรักษาและแจกจ่ายยารักษาโรคให้กับบรรดาราษฎรที่โรงเรียนเจริญทองนิ่ม อีกด้วย
ครั้งที่ 11 วันอังคารที่ 24 กพ. 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนสุดา สยามบรมราชกุมารี ไปยังชุดปกครองและพัฒนาทุ่งสมอ 2 ต.แคมป์สน อ.หล่มสัก (อ.เขาค้อในปัจจุบัน) ได้ทอดพระเนตรภูมิประเทศและพระราชทานพระราชดำริเรื่องวางแผนในการพัฒนาพื้นที่เขาค้อทั้งด้านแหล่งน้ำและการทำกินให้กับราษฎรอาสาสมัครที่มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในโครงการฯ แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังชุดปกครองและพัฒนาทุ่งสมอ 3 ทรงเยี่ยมราษฎรชาวเผ่าม้งที่มารอเฝ้ารับเสด็จ แล้วกลับมาโรงเรียนเจริญทองนิ่ม ทอดพระเนตรการแสดงของชาวเผ่าลีซอ ได้ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จจำนวนมากอย่างใกล้ชิดที่บริเวณสนามหน้าอาคารเรียน ซึ่งได้โปรดเกล้าฯให้หน่วยแพทย์หลวงเคลื่อนที่ได้เดินทางล่วงหน้ามาทำการรักษาและแจกจ่ายยาให้กับราษฎรด้วย จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลสนาม ทรงเยี่ยมทหารและอาสาสมัครที่บาดเจ็บจากการสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และพระราชทานถุงของขวัญแก่ผู้แทนหน่วยพลเรือนตำรวจทหาร ที่ร่วมปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก
– ครั้งที่ 12 วันจันทร์ที่ 20 กพ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังสนามบินเขาค้อ ต.นางั่ว อ.เมืองเพชรบูรณ์ เสด็จไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์อาวุธสงคราม แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดอนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อซึ่งจัดสร้างขึ้นเพื่อสดุดีวีรกรรมของผู้ร่วมปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชัยชนะผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในบริเวณพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เลย และเพชรบูรณ์ ในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2511-2525 ที่ได้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ได้ทรงพระราชทานของที่ระลึกให้กับผู้สนับสนุนการก่อสร้างอนุสรณ์ฯ ทรงปลูกต้นชัยพฤกษ์ ทรงเยี่ยมทายาทผู้เสียชีวิตและได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับทรงงานที่พลับพลาบริเวณน้ำตกศรีดิษฐ์ และทรงปลูกต้นสน 2 ใบ จากนั้น เสด็จ ฯ ไปเรือนร่มเกล้า ได้ทรงปล่อยปลาลงในอ่างเก็บน้ำ พระราชทานพันธุ์ปลาและทอดพระเนตรการแสดงของสมาชิกศูนย์เยาวชนเขาค้อ
จากนั้น จึงให้ถือเอาวันที่ 20 กพ. ของทุกปี เป็นวันรำลึกวีรกรรมผู้เสียสละเขาค้อ และมีการจัดการวางพวงมาลาทุก ๆ ปี เพื่อเป็นการเทิดเกียรติและรำลึกถึงความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้เสียสละเหล่านี้
-ครั้งที่ 13 วันที่ 25-26 กพ. 2528 

วันจันทร์ที่ 25 กพ. 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร มายังพระตำหนักเขาค้อ บ้านเขาย่า ต.นางั่ว กิ่ง อ.เขาค้อ ที่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันก่อสร้างน้อมเกล้า ฯ ถวายเป็นที่ประทับแรม ได้พระราชทานของที่ระลึกให้กับผู้ที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างพระตำหนักเขาค้อ จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินมายังโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทรงทอดพระเนตรภูมิประเทศบริเวณโครงการ ฯ และพระราชทานพระราชดำริให้จัดทำเป็น “โครงการยุทธศาสตร์พัฒนา” เพื่อแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายในพื้นที่เขาค้ออย่างเด็ดขาด และในโอกาสนี้ ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักเขาค้อ .. 

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีพระมหากษัตริย์เสด็จ ฯ มาประทับแรมบนแผ่นดินเพชรบูรณ์ .. สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวเพชรบูรณ์เป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้

วันอังคารที่ 26 กพ. 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักเขาค้อ บ้านเขาย่า ต.นางั่ว กิ่ง อ.เขาค้อ จากนั้น วันรุ่งขึ้น ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรฐานยิงสนับสนุนอิทธิ ซึ่งได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธและการสู้รบในพื้นที่เขาค้อ เสด็จ ฯ ไปวางพวงมาลาที่อนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรกิจการของสถาบันเกษตรที่สูง ทรงมีพระราชดำริให้ปลูกป่า 3 ชนิดคือ ไม้ใช้สอย ไม้ฟืน และไม้ผล แล้วเสด็จ ฯ ไปสำรวจพื้นที่ในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กและได้มีพระราชดำริให้สร้างแหล่งน้ำเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในหลายแห่ง เพื่อวางแผนในการพัฒนาต่อไป เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่มารอเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมากที่บริเวณที่ว่าการกิ่ง อ.เขาค้อ

นับเป็นวันสุดท้ายและครั้งสุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมาบนแผ่นดินเพชรบูรณ์ … ขอพระองค์สู่สวรรคาลัย พระองค์จะสถิตอยู่ในดวงใจของชาวเพชรบูรณ์ตลอดกาลนาน

_MG_9142รอยตีนสัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์ เป็นหนึ่งในมหัศจรรย์ธรรมชาติของเพชรบูรณ์ เป็นร่องรอยตีนสัตว์ที่เก่าแก่มาก เกิดขึ้นก่อนยุคที่จะมีไดโนเสาร์เสียอีก .. พบที่ หุบเขาในป่า บ้านนาพอสอง ต.น้ำหนาว อ.น้ำหนาว ทางไปน้ำตกพรานบ่า ห่างตัวอำเภอไปประมาณ 4 กม.

     การเดินทางไปชมรอยตีนมหัศจรรย์นี้ จะต้องไปรถยนต์สูงผ่านถนนลูกรังจนสุดทาง แล้วต้องเดินเท้าลงหุบเขาไปประมาณ 400 เมตร แต่มีทางเดินและราวเหล็กสะดวกพอสมควร .. เมื่อเดินลงไปสุดทาง ก็จะเริ่มเห็นลานหินทรายลาดเอียงชันมีขนาดกว้างและยาวมากจนเป็นที่น่าตื่นตะลึง  และเมื่อเริ่มมองหาไปทางพื้นลาดของลานหินนั้น ก็จะปรากฏมีรอยตีนสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่งบนหน้าผาหินทรายลาดเอียง มีรอยเท้า 3 แถว ความยาวของรอยเดินต่างกัน มีขนาดรอยทั้งใหญ่และเล็ก สันนิษฐานว่ามีไม่ต่ำกว่า 3 ตัว โดยแถวที่ 1 พบอยู่ริมซ้ายสุด มีประมาณ 7 รอย แถวที่ 2 เป็นรอยเดินค่อนข้างตรงมีนับร้อยรอยต่อเนื่องกว่า 150 เมตร และแถวที่ 3 ยาว 70 เมตร ลักษณะการเดินคดเคี้ยว ขวา ซ้ายและขวา ทิศทางเดินทั้งหมดเป็นการเดินลงมาที่จุดชมด้านล่าง  โดยแต่ละแถวมีความห่างรอยตีนซ้ายขวาเท่า ๆ กันประมาณ 80 ซม. ซึ่งรอยตีนดังกล่าวนี้นับรวมได้มากกว่า 300 รอย โดยที่รอยตีนแต่ละรอยนี้มีความกว้างประมาณ 15 ซม. มีความยาวประมาณ 30 ซม. ลึก 1-3 ซม. แต่ละรอยมีปลายนิ้ว 3 นิ้ว ลักษณะรอยนิ้วมีปลายแหลมคล้ายเล็บไก่ ซึ่งมีหลักฐานทางธรณีวิทยาที่บ่งชี้ได้ว่าผาหินดังกล่าว มีอายุมากกว่า 200 ล้านปี หรือเกิดในยุคไทรแอสซิก ซึ่งเก่าแก่ยุคไดโนเสาร์ครองโลก ที่มีอายุ 65-120 ล้านปีที่แล้วเสียอีก ซึ่งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจแล้ว สันนิษฐานว่ารอยตีนเหล่านี้เป็นของสัตว์จำพวก “อาร์โคซอร์” กินเนื้อเป็นอาหาร มีลักษณะและขนาดคล้าย ๆ จรเข้ตัวใหญ่ ๆ เพราะช่วงก้าวไม่เกิน 1 เมตร เดิน 4 ขาแต่หางสั้นพราะไม่มีรอยลากหาง … 

     อาร์โคซอร์ (Archosaurs มาจากภาษากรีก แปลว่า กิ้งก่าผู้ครองโลก) คือสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในยุคไทรแอสสิค โดยอาร์โคซอร์ในยุคแรกจะมีแผ่นกระดูกเป็นแถวยาวอยู่ที่หลัง ยามที่พักผ่อนขาของมันจะเหยียดออกด้านข้าง อย่างไรก็ตาม อาร์โคซอร์สามารถพับขามาอยู่ใต้ลำตัวของมันเพื่อช่วยให้มันวิ่งเร็วขึ้นได้ สัตว์เหล่านี้บางชนิดมีขนาดใหญ่และเป็นนักล่าที่น่าเกรงขาม อย่างเช่น โพสโตซูคัสซึ่งมีความยาวถึง 10 ฟุต

     หน้าผาหินทรายที่ค้นพบรอยตีนสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่พบที่น้ำหนาวนี้ .. ความลาดเอียงของพื้นหินทรายมากกว่า 60 องศาและมีขนาดสูงเอียงประมาณ 100 เมตร และยาวประมาณ 300 เมตร กว้างใหญ่มากจนเป็นที่ตะลึงของผู้คนที่มาพบเห็น

     _MG_9165รอยตีนสัตว์ดึกดำบรรพ์ก่อนยุคได้โนเสาร์ที่เห็นนี้ ไม่ได้อยู่เปิดโล่งแบบนี้มาตั้งแต่ต้นหลายสิบ หลายร้อยล้านปี … สันนิฐานว่า จะเกิดขึ้นเมื่อสัตว์ตัวนั้นไปเดินย่ำในโคลนตะกอนที่เปียกนิ่มอยู่ แล้วต่อมาในเกือบทันทีนั้น ก็มีการพัดพาโคลนดินมาทับปิดไว้ ซึ่งชั้นตะกอนกับโคลนดินนั้นไม่ใช่อย่างเดียวกัน จึงไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน รอยตีนก็เลยยังคงประทับอยู่ในชั้นตะกอนชั้นล่างและเป็นอย่างนี้ต่อมาอีกนับหลายสิบ นับร้อยล้านปี … ตะกอนก็เกิดการแปรเปลี่ยนเป็นชั้นหินซึ่งยังคงมีรอยดังกล่าวเก็บรักษาไว้โดยมีดินปิดทับรักษาไว้ไม่ให้ผุกร่อน…

     เวลาผ่านไปอีกนับล้าน ๆ ปี … เปลือกโลกมีการเปลี่ยน มีการทับถมกันไปเรื่อย ๆ จะเมื่อถึงเวลาหนึ่ง แรงดันภายในโลกก็ดันให้แผ่นหินที่มีรอยดังกล่าวยกตัวสูงขึ้น อาจเป็นภูเขาหรือเป็นเนินขึ้นมาก็ได้ … หลังจากนั้น เมื่อชั้นดินที่ปิดทับรอยตีนนั้น เจอลม เจอฝน ก็เกิดการชะล้างพังทะลายเปิดออกมาจนถึงชั้นหินที่มีรอยตีน ปรากฏสู่สายตามมนุษย์ในยุคหลัง ๆ ได้

     รอยตีนดังกล่าวมิได้ผุกร่อนไปหมด ทั้งนี้เพราะถูกเก็บรักษาไว้โดยโคลนดินที่ปิดทับมา นับร้อยล้านปี … แต่ความจริง ถ้าไปดูใกล้ ๆ ก็จะเห็นว่า รอยตีนสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้ก็ไม่ได้คมชัดมากมายอะไรนะครับ .. ก็ยังคงมีรอยผุกร่อนไปตามสภาพที่เพิ่งเปิดขึ้นมาสู่ที่โล่งด้วยเหมือนกัน

     เมื่อสมัยก่อน สัตว์เหล่านี้ครองโลก เดินย่ำไปทั่วทุกแห่งบนผืนโลกนี้ ก่อนที่จะมีมนุษย์คนแรกเกิดมาในโลกนี้หลายสิบหลายร้อยล้านปี … รอยตีนสัตว์เหล่านี้มีมากมายมหาศาล แต่ได้ถูกลบเลือนไปหมดตามธรรมชาติเหมือนรอยเท้ามนุษย์ในปัจจุบัน … แต่คงมีหลงเหลือมาให้เราได้ค้นพบนั้น มีเพียงแค่ไม่กี่แห่งเท่านั้น มันคงเกิดจากเหตุการณ์ประจวบเหมาะมาก ๆ หรือเรียกว่า มหัศจรรย์ ก็ได้ ก็คงเหมือนกับฟอสซิลกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เราขุดค้นพบในปัจจุบันนี้ ว่ามันเกิดจากเหตุการณ์ประจวบเหมาะ จึงหลงเหลือมาให้เราได้สำรวจพบ
     รอยเท้าอาร์โคซอร์ที่น้ำหนาว จึงนับว่า เป็นสุดยอดมหัศจจรรย์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินเพชรบูรณ์_MG_9139


         

สภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นองค์กรภาคประชาชนชน เพื่อการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมอันหลากหลายในจังหวัดเพชรบูรณ์ ในทุก ๆ มิติ ทุก ๆ ด้านและทุก ๆ พื้นที่ .. 

     ผมเลือกที่จะทำงานขับเคลื่อนวัฒนธรรมท้องถิ่นของเพชรบูรณ์ เพราะผมมีเหตุผล 3 ประการ คือ

     1. ผมเชื่อว่า การพัฒนาสังคมเพชรบูรณ์ที่ยั่งยืนนั้น คือ การพัฒนาคน .. การพัฒนาคนนั้นในมุมมองของผมมี 3 มิติด้วยกัน นั่นคือ การศึกษา สุขภาวะ และการพัฒนาสำนึก .. ซึ่ง 2 มิติแรกนั้น มีผู้คนและหน่วยงานทำกันอยู่มากมายแล้ว .. แต่มิติการพัฒนาสำนึก ที่เรียกว่า สำนึกสาธารณะหรือสำนึกต่อส่วนรวมนั้น มีคนทำน้อยมาก .. ผมจึงเลือกที่จะทำงานด้านการพัฒนาสำนึกสาธารณะให้กับคนเพชรบูรณ์ เพื่อ “คน” จะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมเพชรบูรณ์ของเราให้ยั่งยืนต่อไป และหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่จะพัฒนาสำนึกสาธารณะให้ผู้คนได้นั้นคือ “วัฒนธรรมท้องถิ่น” … ผมจึงเลือกที่จะใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสื่อในการพัฒนาเพชรบูรณ์ของเราให้ยั่งยืน ตามแนวทางที่ว่า .. เข้าใจ รู้จัก รักเพชรบูรณ์ .. บ้านเรา !!

     2. จากประสบการณ์ในการทำงานพัฒนาท้องถิ่น ผมได้พบว่า การวางแผนพัฒนาท้องถิ่นใด ๆ นั้น จะต้องพัฒนาต่อยอดจากรากเหง้าหรือตัวตนที่แท้จริงของสังคมนั้น ๆ ถึงจะเป็นการพัฒนาที่ถูกทิศทางและยั่งยืน ซึ่งเราจะสามารถเรียนรู้รากเหง้าหรือตัวตนที่แท้จริงเหล่านั้นได้ ก็โดยการศึกษา วัฒนธรรมท้องถิ่น นั่นเอง

     3. ผลพลอยได้จากการขับเคลื่อนวัฒนธรรมท้องถิ่น จะกลายเป็นศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่จะสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นได้อีกด้วย เพราะวัฒนธรรมท้องถิ่นจะเป็นเสน่ห์ให้ผู้คนต้องการที่จะเข้ามาเรียนรู้ มาสัมผัส วิถีชีวิตตามอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน

หวังเพียงเจ้า เพ่งพิศ ชวนชม .. และ นิยม ชมชอบ เพชรบูรณ์ !!

..หวังเพียงเจ้า..ชมชอบ….รอบบ้านเกิด
เพ่งพิศเลิศ……ภูมิใจ……ในวิถี
ร่วมรักษา……..ภูมิปัญญา..ประเพณี
สุดเปรมปรีดิ์…..นิยม……..ชมบ้านเรา

การขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมท้องถิ่น .. เป็นงานที่จะต้องดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ ทุ่มเท ใส่ใจ อดทน เสียสละ และทำด้วยใจรัก .. โดยมีหลักการสำคัญว่า เจ้าของวัฒนธรรม ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนวัฒนธรรมของตน โดยต้องไม่รีรอให้ใครคนอื่นมาขับเคลื่อนวัฒนธรรมของตนเอง .. เพราะไม่มีใครที่จะรู้ดีไปกว่าผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม !!
ด้วยการ .. สืบค้นหา เรียนรู้ อนุรักษ์ เก็บบันทึก พัฒนา เผยแพร่ …

ตำนาน คือเรื่องที่เล่าสืบทอดต่อ กันมา ปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่น หลายชั่วอายุคน โดยมิได้มีหลักฐานชัดเจนที่จะใช้อ้างอิงทางวิชาการหรือทางประวัติศาสตร์ได้  แต่ ตำนาน ก็ได้มีปรากฏให้ได้ยินและมีเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเรื่องในบรรดาตำนานเหล่านั้น ก็ล้วนแต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวในท้องถิ่นนั้น ทั้งสิ้น  ตำนานจึงเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่จะใช้เรียนรู้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแต่ละแห่งได้พอสมควร ยิ่งไปกว่านั้น ตำนานก็ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่จะบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งอาจเชื่อโยงไปถึงประเพณี สถานที่ หรือแม้แต่พฤติกรรมต่าง ของผู้คนในพื้นที่นั้น ได้อีกด้วย

_MG_2516_resize.JPG1. ตำนานเจ้าพ่อผาแดง หล่มสัก
ศาลเจ้าพ่อผาแดง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวหล่มสัก ที่สถิตอยู่ที่ผาแดง ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก ริมถนนทางไปน้ำหนาว เจ้าพ่อจะเป็นผู้ดลบันดาลให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล โดยชาวบ้านจะทำพิธีกรรมขอฝนด้วยการจุดบั้งไฟในช่วงเดือนห้า หรือเดือนหกของทุกๆ ปี โดยจะมีการฟ้อนแขบลานเพื่อประกอบในพิธีการทำบุญบั้งไฟ เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลด้วย 

เมื่อจะเข้าสู่ฤดูการทำไร่ ทำนา ชาวบ้านหล่มสักจะทำพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อผาแดง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “การเลี้ยงปี” การเลี้ยงปีนี้จะทำพิธีที่ศาลเจ้าพ่อผาแดง ซึ่งมีอยู่ประจำหมู่บ้าน และแต่ละหมู่บ้านจะมีชื่อเรียกศาลแตกต่างกันออกไป เช่น บ้านติ้วเรียกศาลเจ้าพ่อมหศักดิ์ (เจ้าพ่อตาไฟ) บ้านหวายเรียกศาลเจ้าพ่อผาหล้า บ้านโสกเรียกศาลเจ้าพ่อสีชมพู บ้านน้ำดุกเรียกศาลเจ้าพ่อขุนด่าน บ้านปากช่องเรียกศาลเจ้าพ่อหมื่นด่าน ศาลแต่ละหมู่บ้านเป็นศาลที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีดวงวิญญาณเจ้าพ่อผาแดงสถิตอยู่ และชื่อที่ใช้เรียกศาลนั้นเป็นชื่อขององค์รักษ์ที่คอยปกป้องรักษาเจ้าพ่อผาแดงนั่นเอง

ในการทำเลี้ยงปีนั้น ผู้นำการทำพิธีคือ “นางเทียม” คือบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ เพราะเชื่อว่าสามารถติดต่อกับดวงวิญญาณของเจ้าพ่อผาแดงได้ นางเทียมจะเชิญเจ้าพ่อมาเพื่อให้เจ้าพ่อรับเครื่องสังเวย ถ้าการเครื่องสังเวยจะจัดได้ดีจนเป็นที่พอใจของเจ้าพ่อผาแดงและองครักษ์หรือไม่นั้น บรรดาเจ้าพ่อจะแสดงปฏิกิริยาในทางตรงกันข้ามกับมนุษย์ นั่นคือถ้าพอใจ ดีใจ จะร้องไห้ตีโพยตีพาย แต่ถ้าไม่พอใจในเครื่องสังเวย จะหัวเราะทำเป็นเรื่องตลกขบขัน นอกจากนั้น การพูดจาของบรรดาเจ้าพ่อก็จะเป็นทางตรงกันข้ามกับความหมายที่แท้จริง เช่น เจ้าพ่อผาแดงพูดว่าปีนี้น้ำจะอุดมสมบูรณ์ ความจริงก็คือ ปีนี้จะแห้งแล้งไม่มีน้ำทำนา

เมื่อเจ้าพ่อรับเครื่องสังเวยแล้ว ก็จะทำการเสี่ยงเรือที่สระน้ำในป่าช้า เพื่อทำนายดินฟ้าอากาศ เรือที่ใช้เสี่ยงทายจะใช้กาบกล้วยตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมยาวประมาณ 1 ศอก ตรงกลางจะปักธูป เทียน ดอกไม้ ถ้าเรือที่เสี่ยงจมน้ำแสดงว่าจะแห้งแล้ง เจ้าพ่อผาแดงเจ้าพ่อผาแดงจะสั่งให้มีการแห่บั้งไฟจุดและฟ้อนแขบลานถวาย เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แต่ถ้าเรือที่เสี่ยงทายลอยตามน้ำหมายความว่า พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ ก็จะเว้นไม่มีการแห่บั้งไฟ เมื่อทำนายทายทักเสร็จแล้วร่างทรงเจ้าพ่อจะพากันร้องรำทำเพลงเป็นที่สนุกสนาน เป็นอันเสร็จพิธีเลี้ยงปี

539903_10150701675057168_1825514526_n2. นิทานพื้นบ้านนางั่ว เรื่องปู่สังกะสา ย่าสังกะสี
ปู่สากับย่าสี เป็นบรรพบุรุษแรกเริ่มของมวลมนุษยชาติ จึงมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชเป็นอย่างมาก เวลาจะทำอะไรก็จะเกิดผลอันยิ่งใหญ่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ บนพื้นดิน ปู่กับย่าได้ตั้งบ้านเรือนกันอยู่ที่บ้านหลักวัวทอง (บ้านนางั่วในปัจจุบัน) และเลี้ยงวัวไว้ตัวหนึ่งชื่อ จำปาทองคำ
ต่อมา ปู่ได้ไปหลงเสน่ห์สาวชาวบน ซึ่งคนชนเผ่าโบราณ อาศัยอยู่บนเขา พุดภาษามอญโบราณ มีความสามารถทางไสยศาสตร์ ทำเสน่ห์ สามารถเป่าปลายไม้ธรรมดา แหย่เข้าไปในรูแย้ แย้ก็จะออกมาจากรูให้จับได้อย่างง่ายดาย ปู่หลงเสน่ห์เป็นอย่างมาก จนทะเลาะกับย่า ย่าจับก้อนหินขนาดเท่าโอ่งใหญ่ขว้างไปยังปู่และเลยไปติดค้างอยู่สามง่ามต้นเต็งรัง (ในอดีตเคยมีต้นเต็งรังที่มีก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นไปติดค้างอยู่จริง แต่ปัจจุบันต้นไม้ดังกล่าวได้หายไปแล้ว) ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว ซึ่งยังมีอยู่จนทุกวันนี้

ปู่เองก็ยังหลงเสน่ห์สาวชาวบนมากจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ไม่กลับมาหาย่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง บรรดาลูกหลานได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้กลับมาหาย่า ซึ่งในครั้งนั้นปู่ก็รับปากว่าจะกลับไป ย่าและบรรดาลุกหลานต่างดีใจจึงได้ตระเตรียมอาหารที่ปู่ชอบไว้คอยต้อนรับ นั่นคือแกงหอยขมและปลาปิ้ง การเตรียมทำอาหารก็ได้ลงมือตัดตูดหอยออกแล้วเพื่อเตรียมแกง และได้นำปลาไปใส่ไม้หนีบไว้แล้วเพื่อเตรียมปิ้ง … แต่ก็มีคนมาบอกว่า ปู่เปลี่ยนใจ ไม่มาแล้ว ย่าจึงโกรธ จึงสาดหอยและปลาทิ้งกระเด็นไปตกที่ลำน้ำเข็กบริเวณหนองแม่นา หอยและปลาก็กลับมีชีวิตคืนมา ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็ยังมีหอยตูดตัดและปลาขาวติดปิ้ง ที่มีรอยไม้หนีบติดอยู่ข้างลำตัวอยู่

ส่วนย่าเองก็ไม่ยอม ต้องการจะใช้ไสยศาสตร์สู้เพื่อเอาปู่กลับมาให้ได้จึงได้ขึ้นเขาไปทำยาเสน่ห์ปลุกเสกอยู่หลายวัน จนได้ขี้ผึ้งเสน่ห์มา 3 อ่าง ระหว่างขนใส่เกวียนลงมาจากเขา เกวียนเกิดหัก ขี้ผึ้งทั้งสามอ่างหกลงพื้นหมดจนเกิดเป็นหนองสามอ่างและนาสามอ่างทางเหนือหมู่บ้าน มีน้ำไหลออกมาจากหนอง ผ่านมาทางหมู่บ้านชื่อว่า ห้วยขรัว ซึ่งมีผักบุ้งขึ้นอุดมสมบูรณ์จำนวนมาก ฉะนั้น ด้วยมนต์ขลังแห่งยาเสน่ห์ที่ย่าได้ทำไว้ จึงทำให้มีผลถึงผักบุ้งในห้วยดังกล่าวด้วย จนมีคำกล่าวของคนนางั่วว่า “กินผักบุ้งห้วยขรัว หนีนางั่วไม่พ้น” หมายความว่า ใครได้กินผักบุ้งที่เก็บจากห้วยขรัวแล้ว จะต้องได้กลับมามีครอบครัวและปักหลักตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นางั่วทุกรายไป

สุดท้าย ย่าได้กลับขึ้นไปอยู่บนเขาและไม่ลงมาอีกเลย จึงยังมีคำกล่าวของชาวนางั่วว่า ถ้าใครขึ้นไปทำมาหากินบนเขา(นั่นก็คือเขาค้อ) ก็ห้ามพุดเรื่องปู่โดยเด็ดขาด เดี๋ยวย่าจะโกรธและทำให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้น นิทานปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ยังเชื่อมโยงไปถึงเขาปู่ เขาย่า ที่ยังคงมีอยู่จริงที่อำเภอเขาค้อ และถ้ำปู่ย่าที่เคยอยู่ด้วยกันที่เขาถ้ำพระอีกด้วย

13458707_10153119214572168_2625981053720018015_o.jpg3. ตำนานเมืองเล็ง เป็นตำนานพื้นบ้านของคนแถววิเชียรบุรี ศรีเทพ 

ตำนานเมืองเล็ง มีการเล่าเป็นหลายแนวทางด้วยกัน แต่มีแกนคล้าย ๆ กัน แตกต่างในรายละเอียด .. ตำนานเมืองเล็งที่นำมาเสนอนี้ เป็นแนวทางที่ผูกโยงเรื่องราวได้กระชับกว่า .. เรื่องมีอยู่ว่า ….

มีเมืองหนึ่งชื่อว่าเมืองเล็ง (แถว ๆ วิเชียรบุรี) มีเจ้าเมืองเล็งปกครองอยู่ มีลูกชายหนึ่งคน เมื่ออายุได้ 20 ปี ก็อยากจะมีคู่ครอง เจ้าเมืองเล็งจึงมาสู่ขอลูกสาวของเจ้าเมืองศรีเทพ ฝ่ายเจ้าเมืองศรีเทพบอกว่าถ้าอยากได้ลูกสาวไปเป็นลูกสะใภ้จริง ๆ ก็ให้สร้างถนนจากเมืองเล็งมาเมืองศรีเทพให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้น มิฉะนั้นจะถือไม่มีความตั้งใจจริงและจะไม่ยกลูกสาวให้ เจ้าเมืองเล็งตอบตกลง แล้วจึงเกณฑ์ไพร่พลมาลงมือเร่งสร้างถนนในทันที ในระหว่างการก่อสร้างนั้น ชาวเมืองเล็งได้ขุดดินกันไปทำถนนคนละจอบสองจอบ ได้เกิดสระใหญ่ขึ้นลูกหนึ่ง ปัจจุบันเรียกว่า สระลองจอบ 

พอถึงตอนกลางคืน ฝ่ายเมืองศรีเทพเกรงว่าทางเมืองเล็งจะมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางที่จะต้องสร้างถนนให้มาถึง จึงได้ทำโคมไฟขนาดใหญ่แล้วยกขึ้นสูง เพื่อให้ชาวเมืองเล็งเห็นแสงสว่าง แต่ทางฝ่ายเมืองเล็งกลับเข้าใจผิดคิดว่า พระอาทิตย์ขึ้นแล้วสว่างแล้ว การสร้างถนนไม่สำเร็จ จึงได้เลิกราไม่สร้างต่อไป ถนนจึงไม่ถึงเมืองศรีเทพ ดังนั้นจึงได้ชื่อว่าถนนขาด จอบเสียมถูกปักทิ้งไว้หนองสอบหนองแฟบ ขนมต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ในพิธีแต่งงานก็สาดทิ้งที่ตรงนั้น ต่อมาตรงนั้นก็ได้ชื่อว่า ดงพญาสาด แล้วก็พากันกลับเข้าเมืองเล็งไป ก็เป็นอันว่าทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้แต่งงานกัน 

ต่อมา ทางฝ่ายเจ้าเมืองเล็งคิดว่าเจ้าเมืองศรีเทพบิดพริ้ว ฝ่ายเจ้าเมืองศรีเทพก็คิดว่าเจ้าเมืองเล็งบิดพริ้ว เจรจากันไม่รู้เรื่อง จึงเกิดทำสงครามกัน ต่างฝ่ายต่างหาคนมีฝีมือดี ๆ มาสู้กันทำสงครามกัน แต่ฝ่ายเมืองเล็งรบเก่งกว่า สามารถบุกโจมตีทำให้ชาวเมืองศรีเทพล้มตายเป็นอันมาก ฝ่ายชาวเมืองศรีเทพเมื่อเห็นว่า จะพ่ายแพ้สงครามในครั้งนี้ จึงได้พากันหนีเอาตัวรอดไปได้บ้างแต่ก็ส่วนน้อย และยังได้ขนข้าวของออกจากเมืองศรีเทพไปซ่อนไว้ในถ้ำ ซึ่งทุกวันนี้เรียกว่า ถ้ำพระเขาลวก และยังมีพระทองคำซึ่งพระสองพี่น้องจากเมืองศรีเทพนำเอาไปฝังไว้ที่บริเวณหน้าถ้ำ แต่ไม่มีผู้ใดเอาพระทองคำไปได้ ข้าวของต่าง ๆ ที่ขนย้ายไปนั้น ปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นหินอยู่ที่บ้านใหญ่ เมืองศรีเทพ และสถานที่เมืองศรีเทพยกโคมไฟขึ้นนั้น ก็ได้ชื่อว่าหมู่บ้าน นาน้ำโคม มาจนทุกวันนี้ ส่วนเมืองเล็ง น่าจะเป็นบริเวณเขาเล็ง วิเชียรบุรีในปัจจุบันครับ

26758360_10154464747652168_2830276294337480851_o.jpg4. ตำนานเจ้าพ่อเมืองกลางเมืองไกล ต.บ้านกลาง หล่มสัก

มีตำนานเล่าขานกันมาว่า มีพี่น้อง 2 คน เป็นผู้มีฤทธิ์เดชมาก คนพี่ชื่อเมืองกลาง คนน้องชื่อเมืองไกล .. ทั้งสองท่านชอบเล่นโบกเบี้ย โดยใช้เม็ดมะขามผ่าซีกเป็นอุปกรณ์ในการเล่น เมื่อท่านทั้งสองเดินทางไปที่แห่งหนใดก็จะนำเมล็ดมะขามติดตัวไปด้วยเสมอ 

ครั้งหนึ่ง..ท่านทั้งสองได้เหาะเหินเดินอากาศมาจากลาว และได้โปรยเมล็ดมะขามตามเส้นทางที่เหาะมา เพื่อเป็นการเสี่ยงทายว่า “ถ้าต้นมะขามเจริญงอกงามตั้งแต่ 3 ต้นในที่ใด ก็จะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่น” ซึ่งปรากฏว่า มะขามก็ได้งอกเงยอยู่ในเขตบ้านกลางนี่เอง ท่านทั้งสองจึงได้มาตั้งหลักปักฐานอยู่อย่างถาวร

ต้นมะขามใหญ่ 3 ต้น มีคำบอกเล่าดังนี้

ต้นที่ 1 อยู่ในสวนของปู่ปราง เมินเฉย ได้ตายและผุพังไปแล้ว

ต้นที่ 2 อยู่ในสวนของปู่ไย เพ็งดี ได้ตายและผุพังไปแล้ว

ต้นที่ 3 อยู่ในสวนของคุณยายพุฒ โพธิ์อ่อน ยังเหลือแก่นมะขามอยู่บ้าง และได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลเจ้าพ่อเมืองกลางเมืองไกล

จากนั้น จึงมีผู้คนเข้ามาตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนหนาแน่นขึ้นตามเส้นทางที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างต้นมะขามใหญ่ทั้ง ๓ ต้น เกิดเป็นชุมชนบ้านกลาง

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องเล่าขานกันต่อมาโดยผู้เฒ่าผู้แก่ว่า เมื่อมีคนต่างถิ่นที่ผ่านไปมา แล้วไม่ถอดผ้าโพกหัวหรือถอดหมวก อันถือว่าเป็นการไม่แสดงความเคารพยำเกรง ก็จะมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา เช่น เป็นลมชักกระตุกเหมือนมีวิญญาณมาเข้าสิง เป็นต้น จึงเป็นที่เกรงขาม เคารพศรัทธา จากชาวบ้านทั่วไป ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันตั้นศาลขึ้น เพื่อให้เป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณของ เจ้าพ่อเมืองกลาง เมืองไกล และได้มีการนำสิ่งของต่าง ๆ มามอบให้ เช่น ข้าทาสบริวาร ที่เป็นรูปปั้นดินเหนียวบ้าง ทำมาจากไม้บ้าง เป็นรูปช้าง ม้า วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ และอาวุธประจำกาย เช่น มีดดาบ ปืนผาหน้าไม้ เป็นต้น 

มีพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อเมืองกลางเมืองไกลประจำปี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เลี้ยงปี” ในวัน ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 เและจัดงานสมโภชประจำปี ในวันที่ 20 ธันวาคม ของทุกปีตลอดมา

ปัจจุบันนี้ ศาลเจ้าพ่อเมืองกลางเมืองไกล ตั้งอยู่ที่หน้าโรงเรียนบ้านกลาง

13445321_10153122537172168_5816517954577577940_n5. ตำนานพญานาคแห่งถ้ำใหญ่น้ำหนาว และการแขวนทุงหน้าถ้ำ

“ถ้ำใหญ่น้ำหนาว” หรือ “ถ้ำน้ำริน” มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคที่ชาวบ้านเล่าขานสืบต่อกันมา ดังนี้ …

ในอดีตนานมาแล้ว บนดินแดนน้ำหนาว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านนับถือศรัทธาในพระพุทธศาสนา และเมื่อถึงเดือน 6 ก็จะพากันทำบุญใหญ่ที่วัดกันเป็นประเพณีทุก ๆ ปี

ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านแห่งนี้ มีถ้ำขนาดใหญ่มาก ซึ่งมีทางเดินที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างโลกบนดินและเมืองพญานาคที่โลกใต้บาดาลได้ ฉะนั้น เมื่อถึงการทำบุญเดือน 6 ของมนุษย์ทุก ๆ ปี พญานาคและเหล่าบริวารก็จะแปลงกายเป็นมนุษย์ทั้งชายและหญิง มีรูปร่างสวยสดและแต่งกายงดงามเป็นอย่างยิ่ง ขึ้นมาร่วมทำบุญเดือน 6 กับชาวบ้าน โดยแต่ละตนจะถือขันทองคำใส่อาหารหวานคาว พากันไปทำบุญถวายพระสงฆ์สามเณรที่วัดบ้านธาตุ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของถ้ำใหญ่ไปประมาณ 500 เมตร

แต่มาปีหนึ่ง หลังการบุญเสร็จสิ้น ปรากฏว่าขันทองคำของพญานาคใบหนึ่งได้หายไป พญานาคและบริวารต่างพากันออกค้นหา และได้สอบถามจากพระสงฆ์ สามเณร ชาวบ้านทั้งหมด แต่ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครเป็นผู้เอาขันทองคำของพญานาคไป ซึ่งจริง ๆ แล้วมีสามเณรรูปหนึ่งเกิดความโลภ ได้แอบขโมยขันทองคำนั้นไป

เมื่อพญานาคและบริวารไม่สามารถหาขันทองคำคืนได้ จึงโกรธและเห็นว่าพวกชาวบ้านไม่มีความซื่อสัตย์ จึงประกาศจะไม่มาร่วมทำบุญกับชาวบ้านอีกตลอดไป พร้อมกับแปลงร่างกลับกลายเป็นพญานาคพากันเลื้อยหายเข้าไปในถ้ำใหญ่กลับลงไปใต้บาดาล พลันก็เกิดเป็นเสียงกึกก้องกัมปนาทและพื้นดินสั่นไหว ทั้งพระสงฆ์ สามเณรและชาวบ้านพากันแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน แล้วแผ่นดินบริเวณที่ตั้งของวัดบ้านธาตุก็ได้ยุบตัวลงเป็นหลุมใหญ่ ดูดกลืนทั้งพระสงฆ์ สามเณร พร้อมทั้งชาวบ้านอีก 50 ครัวเรือนหายไปหมด ส่วนสามเณรที่เป็นผู้ขโมยขันทองคำไปนั้น ก็ได้วิ่งหนีอย่างสุดชีวิตไปทางถ้ำใหญ่ เพื่อหวังจะหนีขึ้นไปบนถ้ำใหญ่ แต่เมื่อก้าวเข้าไปได้ 7-8 ก้าว แผ่นดินก็ได้ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เป็นหลุมลึกดูดสามเณรูปนั้นจมหายลงไปใต้ดิน ซึ่งยังปรากฏร่องรอยของหลุมนั้นอยู่ เรียกว่า “หลุมเณร” หรือ “หลุมหิน” ในปัจจุบัน

กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ชาวบ้านก็ได้เข้ามาตั้งรกรากใหม่เป็นบ้านห้วยลาดในปัจจุบัน และด้วยความเชื่อในตำนานพญานาคของถ้ำใหญ่ที่เล่าขานสืบต่อกันมา ชาวบ้านจึงได้จัดให้มีงานบุญหลวงบุญบั้งไฟเพื่อบูชาพญานาค (พระยาแถน) ในเดือน 8 ของทุก ๆ ปี เพื่อขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำไร่ทำนาให้ได้ผลอุดมสมบูรณ์ อีกทั้ง ยังมีการจัดงานเลี้ยงปี “เจ้าพ่อถ้ำใหญ่” ในเดือน 6 เพื่อขอให้เจ้าพ่อได้คุ้มครองปกปักรักษาให้ปลอดภัยและอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเจ้าพ่อถ้ำใหญ่นั้น ชาวบ้านก็นับถือกันว่าคือ .. พญานาคแห่งถ้ำใหญ่น้ำหนาวนั่นเอง

หลังจากทำพิธีเลี้ยงปีเจ้าพ่อเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะนำ “ทุง” คือ ผืนผ้าที่ถักทอด้วยด้ายหลากสี มีลักษณะยาว ๆ เป็นฝีมือของชาวบ้านในท้องถิ่น นำมาแขวนถวายบริเวณปากถ้ำใหญ่น้ำหนาว ถือเป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองฟ้าและเมืองคน บ่งบอกว่าเป็นสถานที่ที่ผู้คนให้ความยำเกรงจึงได้ทำพิธีบูชา เพื่อสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อมโยงความเชื่อเรื่องผีด้ำหรือผีผู้เป็นใหญ่ ผีฟ้า แถน ทุงยังเป็นสัญลักษณ์บอกเขตให้ผู้คนรับรู้ว่า บริเวณที่ปักทุงนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และแสดงความหมายว่าพิธีกรรมนั้น ๆ ได้เริ่มขึ้นและจบสิ้นลงแล้ว 

การนำทุงไปถวายแก่ผีด้ำหรือผีบรรพชนตลอดทั้งอารักษ์นั้น นอกจากจะความเชื่อดั้งเดิมแล้ว ยังได้สืบทอดส่งต่อสัญลักษณ์นี้ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพบูชาและศรัทธาในทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย จนเกิดค่านิยมในการถวายทุงหรือ “ทานทุง” ในสังคมชาวพุทธในท้องถิ่น ก่อเกิดอุดมคติและความเชื่อมั่นในผลานิสงค์ผลบุญจากการถวายทุง ที่จะเกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองแก่บ้านเมืองหรือแม้แต่วิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้ว

การแขวน “ทุง” เป็นฮีตครองแบบอย่างลาวล้านช้างของไทหล่มซึ่งเป็นคนในพื้นที่ท้องถิ่นนี้ครับ ….

การแขนทุง (แขวนธง) หน้าถ้ำใหญ่น้ำหนาว

ความเชื่อในตำนานพญานาคของถ้ำใหญ่ที่เล่าขานสืบต่อกันมา ชาวบ้านห้วยลาด อ.น้ำหนาว จึงได้จัดให้มีงานบุญหลวงบุญบั้งไฟเพื่อบูชาพญานาค (พระยาแถน) ในเดือน 8 ของทุก ๆ ปี เพื่อขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำไร่ทำนาให้ได้ผลอุดมสมบูรณ์ อีกทั้ง ยังมีการจัดงานเลี้ยงปี “เจ้าพ่อถ้ำใหญ่” ในเดือน 6 เพื่อขอให้เจ้าพ่อได้คุ้มครองปกปักรักษาให้ปลอดภัยและอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเจ้าพ่อถ้ำใหญ่นั้น ชาวบ้านก็นับถือกันว่าคือ .. พญานาคแห่งถ้ำใหญ่น้ำหนาวนั่นเอง

หลังจากทำพิธีเลี้ยงปีเจ้าพ่อเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะนำ “ทุง” คือ ผืนผ้าที่ถักทอด้วยด้ายหลากสี มีลักษณะยาว ๆ เป็นฝีมือของชาวบ้านในท้องถิ่น นำมาแขวนถวายบริเวณปากถ้ำใหญ่น้ำหนาว ถือเป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองฟ้าและเมืองคน บ่งบอกว่าเป็นสถานที่ที่ผู้คนให้ความยำเกรงจึงได้ทำพิธีบูชา เพื่อสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อมโยงความเชื่อเรื่องผีด้ำหรือผีผู้เป็นใหญ่ ผีฟ้า แถน ทุงยังเป็นสัญลักษณ์บอกเขตให้ผู้คนรับรู้ว่า บริเวณที่ปักทุงนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และแสดงความหมายว่าพิธีกรรมนั้น ๆ ได้เริ่มขึ้นและจบสิ้นลงแล้ว 

การนำทุงไปถวายแก่ผีด้ำหรือผีบรรพชนตลอดทั้งอารักษ์นั้น นอกจากจะความเชื่อดั้งเดิมแล้ว ยังได้สืบทอดส่งต่อสัญลักษณ์นี้ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพบูชาและศรัทธาในทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย จนเกิดค่านิยมในการถวายทุงหรือ “ทานทุง” ในสังคมชาวพุทธในท้องถิ่น ก่อเกิดอุดมคติและความเชื่อมั่นในผลานิสงค์ผลบุญจากการถวายทุง ที่จะเกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองแก่บ้านเมืองหรือแม้แต่วิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้ว

การแขวน “ทุง” เป็นฮีตครองแบบอย่างลาวล้านช้างของไทหล่มซึ่งเป็นคนในพื้นที่ท้องถิ่นนี้ครับ

577507_10150720116372168_1929280377_n6. ตำนานบ้านหมูบูด บุ่งน้ำเต้า หล่มสัก
น้ำตกหมูบูด ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ คือบ้านหมูบูด … มีเรื่องเล่าในพื้นที่ว่า มีสาวในหมู่บ้านแห่งนี้ ได้มีคนรักคนหนึ่ง ซึ่งได้ตกลงกันที่จะมาสู่ขอและแต่งงานกัน ฝ่ายหญิงสาวก็ได้ตระเตรียมงานเพื่อรอรับขบวนขันหมากของเจ้าบ่าว โดยเตรียมอาหารหวานคาว หมูเห็ดเป็ดไก่ไว้คอย ได้มีการล้มหมูตัวเขื่องไว้รอทำกับข้าวด้วย …. แต่แล้ว รอเท่าไหร่ขบวนขันหมากเจ้าหนุ่มก็ไม่มาสักที รอแล้วรอเล่า จนเนื้อหมูที่เตรียมไว้ทำกับข้าวก็บูดเน่าเสียไปเลย .. จึงมีการเรียกขานหมู่บ้านของหญิงสาวนั้นว่า บ้านหมูบูด … น้ำตกที่เกิดขึ้นใกล้ ๆ หมู่บ้านก็มีชื่อว่า น้ำตกหมูบูด … ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อน้ำตกให้เป็นที่น่าชื่นชมและเป็นมงคลขึ้นว่า น้ำตกธารทิพย์ … และบ้านหมูบูดก็เปลี่ยนชื่อตามน้ำตกว่า บ้านธารทิพย์ไปด้วยครับ

หลาย ๆ คนก็คงสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับฝ่ายชายหนุ่มในเรื่อง และต่อมาได้กลับมาสู่ขอฝ่ายหญิงสาวอีกไหม ??? ไม่มีคำตอบครับ ไม่มีการเล่าเรื่องต่อมาเลยครับ

375236_10150297742422168_1746610487_n7. ตำนานข้าวสารดำ บ้านหวาย หล่มสัก

ข้าวสารดำ พบอยู่ปะปนกับดิน แถววัดโพนชัย บ้านห้วยโป่ง ต.บ้านหวาย อ.หล่มสัก …

ตำนานเล่าว่า พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด มีมเหสีเป็นขอม นามว่า พระนางสิงขรเทวี …ซึ่งเป็นพระธิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งนครธม 

ต่อมา พ่อขุนผาเมือง ร่วมกับสหายพ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง บุกไปตีเมืองสุโขทัย ขับไล่ขอมออกไปได้ และสถาปนาอาณาจักรไทยแห่งแรก นั่นคือกรุงสุโขทัย โดยพ่อขุนผาเมือง ถึงแม้จะสามารถยกทัพเข้ายึดเมืองสุโขทัยได้ก่อน แต่กลับยกให้พ่อขุนบางกลางหาว เป็นปฐมกษัตริย์แทน และยังยกนาม ศรีอินทรบดินทราทิตย์ ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เคยตั้งให้กับตนให้กับพ่อขุนบางกลางหาวอีกด้วย

เมื่อพ่อขุนผาเมืองกลับมาเมืองราด พระนางสิงขรเทวีพิโรธที่ สวามีตัวเองทรยศต่อพระราชบิดาที่เป็นขอม จึงเผาเมืองราดทิ้งและโดดแม่น้ำป่าสักตาย …

ไฟที่เผาเมืองลามมาถึงยุ้งฉางเสบียงของเมืองราด ทำให้ข้าวเปลือกที่เก็บไว้นั้นไหม้ไฟ กลายเป็นเถ้าเป็นถ่าน .. และมีบางส่วนยังคงรูปเป็นรูปข้าวสารดำ ซึ่งพบได้ปะปนกับดินอยู่มาจนทุกวันนี้

มีข้อสังเกตส่วนตัว 2 ประการ ประการแรก เมล็ดข้าวเป็นแบบเมล็ดสั้น คล้ายข้าวเหนียว ไม่ได้เป็นเมล็ดยาวอย่างที่คนไทยนิยมกินกันทุกวันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับในประวัติศาสตร์ที่แต่ก่อนนั้น คนไทยกินข้าวเมล็ดสั้น คล้ายข้าวเหนียวแบบนี้  ประการที่ 2 คือ .. ปกติสิ่งของที่ไหม้ไฟ ก็จะกลายเป็นขี้เถ้าเป็นผงไปหมด ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ … แต่มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์คือ เมื่อโดนความร้อนมาก ๆ แต่ไม่เปิดออกสู่อากาศ สิ่งที่ถูกความร้อนนั้นก็จะกลายเป็นสีดำ และคงสภาพลักษณะภายนอกไว้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การเผาถ่าน …ฉะนั้น .. กรณีข้าวสารดำนี้ น่าจะสันนิฐานได้ว่า เกิดการที่ข้าวสารถูกเผาไหม้ในกองข้าว .. ส่วนบนของกอง ก็จะถูกเผาเป็นขี้เถ้าไปหมด แต่ส่วนที่ถูกกองทับถมไว้ด้านล่าง ไม่ได้เปิดสู่อากาศ เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ข้าวสารที่กองอยู่ข้างล่างจึงกลายสภาพเป็นคล้าย ๆ กับถ่าน มีสีดำ .. ปรากฏเป็นรูปข้าวสารสีดำนั่นเอง

Collage_Fotor.jpg8. ตำนานพระธาตุ วัดและบ้านหินกลิ้ง หล่มเก่า

บ้านหินกลิ้ง หล่มเก่า เดิมชื่อบ้านหนองขี้ควาย … ตำนานเล่าว่า เป็นจุดกำเนิดการตั้งรกรากของชาวไทหล่มในดินแดนแถบนี้ โดยที่ชาวลาวจากหลวงพระบางอพยพแผ่ขยายมา เมื่อมาพบลำน้ำพุงอยู่ท่ามกลางภูเขาอุดมสมบูรณ์ จึงทำการเสี่ยงทายจุดที่จะสร้างบ้านเมืองขึ้น โดยกลิ้งก้อนหิน 2 ก้อนจากภูเขาด้านตะวันออก (ภูนมนาง) เมื่อหินกลิ้งมาตกตรงไหน ก็จะเป็นจุดสร้างวัด และสร้างวังประจำเมืองขึ้น … หินก้อนแรกที่กลิ้งลงมาก็มาตกบริเวณนี้ จึงได้สร้างวัดศรีมงคล (บ้านหินกลิ้ง) ส่วนหินก้อนที่ 2 กลิ้งลงมาตรงจุดใกล้เคียงกัน จึงสร้างวัง เรียกว่า วังเสื้อแดง ซึ่งปัจจุบันก็อยู่บริเวณที่มีหอเจ้าพ่อวังเสื้อแดงและฌาปนสถานวังเสื้อแดง .. 

ดังนั้น วัดที่หินก้อนแรกตกมาจึงเรียกว่า วัดหินกลิ้งและบ้านหินกลิ้ง แล้วได้สร้างพระธาตุครอบหินก้อนนั้นไว้ จากนั้น ชาวไทหล่มก็ได้สร้างบ้านเมืองเป็นหลักเป็นฐานขึ้น เป็นเมืองหล่มอยู่ 2 ฝั่งริมน้ำพุง และแผ่ขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในบริเวณหล่มเก่า หล่มสัก ในปัจจุบัน

18814217_1442520199102197_3040225942555478831_n9. ตำนานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์

วัดโพธิ์เจดีย์ลอย เป็นวัดเก่าแก่ แต่ไม่ปรากฎแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด ในวัดมีเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์อยู่องค์หนึ่ง เรียกว่า เจดีย์ลอย

ตำนานเล่าว่า วัดนี้เคยร้างค้างคาการก่อสร้างมาหลายร้อยปี ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมกันจะสร้างองค์พระเจดีย์ขึ้น ขณะกำลังลงแรงช่วยอยู่กัน ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นบนท้องฟ้า เมฆดำปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิดเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน จนชาวบ้านไม่สามารถออกไปทำงาน ทำไร่ทำนาได้เลย จากนั้น ในวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ก็ได้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น เมื่อเสียงเงียบลงและท้องฟ้ากลับมาแจ่มใส ทุกคนก็ได้เห็น องค์พระเจดีย์ขนาดใหญ่ ลอยอยู่เหนือพื้นดินขนาดกลองเพลกลิ้งลอดได้ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ชาวบ้านยิ่งนัก เชื่อกันว่า เป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ เทวดาเป็นผู้สร้างให้เพื่อเป็นสมบัติคู่บ้านคู่เมือง จึงเรียกชื่อว่า เจดีย์ลอย

กาลเวลาผ่านไป ธรรมชาติก็ได้มีการพัดพาดิน หิน ทราย มาทับถมพื้นเป็นเวลานาน ทำให้พื้นใต้ฐานเจดีย์ตื้นเขินขึ้น เหลือช่องเพียงพอให้แม่ไก่เข้าไปฟักไข่ได้ 

และสุดท้าย ตำนานเล่าต่อไปว่า แต่เดิมนั้น ที่ใต้ฐานเจดีย์มีเงินทองอยู่มากมาย ชาวบ้านสามารถหยิบยืมไปใช้ยามขัดสนเพื่อคลายทุกข์ได้ แต่เมื่อมีแล้ว ต้องนำไปส่งคืนไว้ที่เดิมอย่าให้ขาด ซึ่งชาวบ้านทุกคนได้ถือปฏิบัติกันมาตลอด จนกระทั้ง ในช่วงหลัง ผู้คนเริ่มโลภมากขึ้น ได้พากันยืมเงินทองจากฐานเจดีย์ แล้วไม่นำกลับไปคืนที่เดิม จึงเป็นเหตุให้ฐานเจดีย์ทรุดต่ำลงมาจนฐานจมดินตราบจนทุกวันนี้ 

ด้วยความเชื่อความศรัทธาที่มีมาแต่ดั้งเดิม เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ของทุกปี ชาวบ้านจะพากันทำบุญตักบาตร จัดมหรสพสมโภชน์ สรงน้ำองค์พระเจดีย์เปลี่ยนผ้าสามสีเป็นประจำทุกปี

                         เส้นทางสายใบยาสูบ .. เพชรบูรณ์386623_10150374942342168_707254740_n

     ท่านทราบหรือไม่ว่า ตราประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ มีรูปแปลงปลูกพืชชนิดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญในตรานั้น ซึ่งก็คือ รูปแปลงไร่ยาสูบนั่นเอง
     ในสมัยอยุธยา ได้มีบันทึกในคำให้การขุนหลวงหาวัดไว้ว่า มีเรือหางเหยี่ยวจากเพชรบูรณ์นายม บรรทุกใบยาไปขายถึงกรุงศรีอยุธยา
     ในบทเสภาวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน  ผู้แต่งคือ สุนทรภู่ กวีเอก ยังกล่าวว่า นางพิมพิลาไลย จัดยาเส้นเมืองเพชร รสเลิศ เตรียมให้ขุนแผน ผู้เป็นสามี
     สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการเมืองเพชรบูรณ์ พ.ศ.2447 ทรงบันทึกไว้ในหนังสือความไข้ที่เมืองเพชรบูรณ์ว่า “ยาสูบเมืองเพชรบูรณ์ เลิศรสกว่ายาสูบที่อื่นหมดทั้งเมืองไทย ชาวเมืองเพชรบูรณ์จึงหาผลประโยชน์ด้วยปลูกยาสูบเป็นพื้น…”
     จึงเป็นอันแน่นอนว่า ใบยาสูบเมืองเพชรบูรณ์นั้น เป็นใบยาสูบที่มีคุณภาพ มีชื่อเสียง และเป็นที่นิยมมาช้านานแต่โบราณกาลแล้ว  ยาสูบจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ สร้างรายได้ให้กับคนเพชรบูรณ์มาโดยตลอด และยังเป็นพืชสัญลักษณ์ของจังหวัดเพชรบูรณ์จวบจนทุกวันนี้
     398400_10150421422317168_384468792_nยาสูบที่ปลูกกันในจังหวัดเพชรบูรณ์โดยทั่วไป แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ยาสูบพันธุ์พื้นเมืองและยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์
     ยาสูบพันธุ์พื้นเมือง คือ ยาพันธุ์ที่ชาวไร่คนเพชรบูรณ์ปลูกกันมาเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อเสียงที่ว่า ใบยาเพชรบูรณ์เลิศรสที่สุด และยังเป็นที่มาของรูปไร่ยาสูบที่ปรากฏอยู่ในตราประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ นั่นเอง
     ใบยาพื้นเมือง บางครั้งเรียกว่ายาฟัน หรือยาเส้น ที่ชาวบ้านนำไปมวนสูบกับใบจาก จะนิยมปลูกกัน 2 พันธุ์ คือ พันธุ์อีเหลือง มีกลิ่นหอมหอม และพันธุ์อีดำ มีกลิ่นฉุน  โดยพันธุ์อีดำปลูกเพื่อทำเป็นยาฉุนขาย ส่วนพันธุ์อีเหลืองปลูกไว้เพื่อเก็บไว้เพื่อมวนยาสูบเอง
    
ยาสูบเป็นพืชฤดูเดียว ลำต้นตั้งตรง มีขนซึ่งให้ความรู้สึกเหนียวเมื่อสัมผัส ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว ขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 50-60 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 25-30 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ส่วนมากจะไม่มีก้านใบ มีหูใบ ฐานใบจะหุ้มลำต้นไว้ครึ่งหนึ่ง ใบจะมีขนปกคลุม ดอกออกเป็นช่อที่ส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกหนึ่งจะมีดอกประมาณ 150 ดอก ดอกยาว 1.5-2 นิ้ว มีสีชมพู ขาวหรือแดง มีกลีบดอก 5 กลีบ โดยส่วนล่างของกลีบดอกเชื่อมติดกัน ทำให้ดอกมีรูปร่างเหมืองระฆัง เมล็ดมีขนาดเล็กมาก รูปไข่ สีน้ำตาลเข้ม ผิวเมล็ดมีเส้นสานกันเป็นร่างแห
     13391427_10153110643747168_433404221972927403_o.jpgการทำยาเส้นหรือยาฉุนนั้น หลังจากตัดใบยาจากต้นใหม่ ๆ ก็จะต้องทำการ สร้อยยา โดยต้องทำการดึงก้านของใบยาที่หนา ๆ ออก จากนั้น ก็จะนำมาม้วนเป็นก้อนกลม ๆ ยาว ๆ ก่อน แล้วจึงนำไป “ฟันยา” หรือหั่นให้เป็นเส้นที่ละเอียดโดย “ม้าฟันยา” แล้วจึงนำยาที่ฟันเป็นฝอย ๆ แล้วนั้นออกตากแดดบน “แผงตากยา” ที่ทำจากไม้ไผ่สานสี่เหลี่ยมยาว ๆ ทำการ “ปลิ้นยา” สลับด้านทุกวัน จนแห้งได้ที่แล้ว ก็ชั่งน้ำหนักใส่ถุง ติดอากรสรรพสามิต รอจำหน่ายต่อไป  ส่วนคำว่า ยาตั้ง ก็คือยาพื้นเมืองที่ตากแห้งขายเป็นตั้ง มัดด้วยตอกไม้นั่นเอง
     ส่วนใบยาที่จะนำมาเก็บไว้ใช้เองนั้น หลังจากตากยาเสร็จแล้ว ชาวไร่ก็จะเอายาเส้นที่แห้งแล้วนั้น มาพับให้เป็นก้อน เรียกว่า กุ่ม แล้วเอารวมเก็บใน “กะต้ายา” (ตะกร้า) ซึ่งทำจากไม้ไผ่สานห่างๆ แล้วกรุด้วย ใบกุงหรือใบตองกุง ทำให้สามารถเก็บไว้ได้นานโดยยาเส้นยังคงคุณภาพทั้งกลิ่นและรส
     14188483_10153289702162168_4252805682072819274_o.jpgปัจจุบันนี้ ที่หล่มสักหล่มเก่า ยังมีใบยาสูบพันธุ์พื้นเมืองคุณภาพดีส่งขายไปทั่วประเทศ เป็นสินค้าสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ต่อเนื่องมายาวนานแล้ว โดย อีดำ ปลูกกันมากที่ น้ำก้อ น้ำชุน น้ำเฮี้ย ฝายนาแซง ฯลฯ ส่วน อีเหลือง ปลูกกันที่ หนองสว่าง หนองยาว ฯลฯ ส่วนในที่อื่น ๆ จะปลูกยาสูบพื้นเมืองชนิดนี้กันน้อยลง เพราะชาวบ้านหันมานิยมปลูกยาสูบพันธุ์เบอร์เล่ย์ ส่งขายเพื่อนำไปทำบุหรี่ให้แก่สำนักงานไร่ยาสูบ เพราะได้ราคาดีกว่าใบยาพื้นเมือง
     ส่วนยาสูบพันธุ์เบอร์เล่ย์ หรือที่เรียกว่า “ยาพันธุ์หรือยาใบ” นั้น มีรสชาติเข้มข้น กลิ่นฉุนเหมือนกลิ่นช็อคโกแลต เป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศและส่งเสริมให้ปลูกกันในช่วงหลัง ๆ นี้เอง โดยเฉพาะที่เพชรบูรณ์นี้ จะส่งเสริมให้ปลูกเฉพาะพันธุ์เบอร์เลย์เท่านั้น เพราะป้องกันการผสมข้ามพันธุ์จนกลายพันธุ์  ปัจจุบันนี้ ชาวไร่ในเพชรบูรณ์นิยมปลูกยาพันธุ์เบอร์เลย์กันมาก เพราะกรรมวิธีไม่ยุ่งยากเหมือนยาพื้นเมือง และมีการส่งเสริมการปลูก มีโควต้าประกันราคา ทำให้ขายได้ราคาดีกว่า มีตลาดรองรับแน่นอน นั่นคือ โรงงานยาสูบของรัฐบาล
     16427338_10153661855092168_3920082082199554230_n.jpgการปลูกยาสูบนั้น ชาวบ้านจะนิยมปลูกกันหลังการทำนา โดยมีการทำแปลงเพาะกล้า คลุมฟาง ใช้เวลาประมาณ 30 วัน เลี้ยงให้กล้าสูงประมาณ 1 คืบ แล้วจึงนำไปปลูก  รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พ่นยา ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน โดยจะเลี้ยงให้ต้นมีใบไม่เกิน 18 ใบ แล้วทำการเด็ดยอด เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์และมีรสชาติใบยาที่จะมีความเหมาะสมพอดี การเก็บเกี่ยวใบยานั้น ชาวไร่จะสามารถเก็บได้ 3 ครั้ง โดยเก็บจากใบยาชั้นล่างขึ้นไป คือ ยาตีน ยากลาง และยายอด โดยใช้วิธีการเก็บใบยามาสด ๆ จากต้น นำมาเสียบไม้ร้อยเป็นตับ แล้วบ่มให้แห้งโดยใช้วิธีการบ่มอากาศหรือบ่มลม โดยจะตากไว้ใต้ถุนบ้านหรือโรงตากยาประจำบ้าน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง จากนั้น จะทำการคัดเกรดแยกชั้นคุณภาพ ก่อนจะนำไปอัดเป็นก้อน ห่อกระสอบ แล้วนำไปขายให้กับโรงงานยาสูบ ที่มีสถานีรับซื้ออยู่ที่ บ้านนางั่ว และบ้านอมกง ท่าพล แล้วจึงส่งต่อไปโรงงานยาสูบ เพื่อผลิตเป็นบุหรี่ต่อไป
     ในอดีตนั้น ที่สถานีรับซื้อใบยาทั้งที่นางั่วและที่อมกง ท่าพล จะมีโรงบ่มใบยาโดยใช้ความร้อนจากการสุ่มฟืน สร้างเป็นหลัง ๆ ไว้ทำการบ่มใบยาอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ได้เลิกใช้วิธีนี้ไปแล้ว
     16472812_10153661856052168_5074454516970151543_nจริงอยู่ ที่สังคมปัจจุบันนี้  ได้มีการนำเสนอพิษภัยต่าง ๆ จากการสูบบุหรี่ และมีการประชาสัมพันธ์ เชิญชวนให้คนเลิกสูบบุหรี่ อีกทั้งยังมีมาตรการต่าง ๆ ที่จำกัดให้คนสูบบุหรี่น้อยลง  แต่สำหรับคนเพชรบูรณ์แล้ว เรามิอาจปฏิเสธได้เลยว่า ใบยาสูบ เป็นวิถีแห่งชีวิต เป็นจิตวิญญาณของการทำการเกษตรของเรามาช้านาน ที่สร้างรายได้ สร้างครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข ส่งเสียลูกหลานให้ได้ดิบได้ดีมารุ่นแล้วรุ่นเล่า .. จึงขอบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นอีกหนึ่งตำนานการทำมาหากินของคนเพชรบูรณ์

หมายเหตุ : ตำรายาไทย ใช้รากและใบยาสูบ เป็นยารักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน หิด กลากเกลื้อน เรื้อนกวาง ยาพื้นบ้าน ใช้ใบยาทำเป็นยาเส้นผสมกับปูนแดงและใบเนียม ปรุงเป็นยานัตถุ์ แก้หวัด คัดจมูก ใบยามีสารนิโคติน ใช้เป็นยาฆ่าแมลง จัดเป็นสารพิษชนิดหนึ่ง