Feeds:
Posts
Comments

ชนเผ่าม้ง บ้านเข็กน้อย

     จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่มีผู้คนหลายหลายชาติพันธุ์ หลากหลายวัฒนธรรม ได้มาอาศัยอยู่รวมกัน ทำมาหากินและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งหนึ่งในนั้นที่สำคัญและเป็นที่น่าสนใจ น่าภาคภูมิใจมากที่สุด ก็คือ “ชนเผ่าม้ง” นักสู้แห่งขุนเขา

     ชนเผ่าม้ง เป็นชนเผ่าที่สู้รบเก่งมาก เฉลียวฉลาด กล้าหาญ ขยัน อดทน ดินแดนของชาวม้งที่เคยครอบครองเป็นอาณาจักรนั้น กว้างใหญ่ไพศาลมาก โดยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีนเชื่อมต่อดินแดนสุวรรณภูมิ ชนเชื้อชาติอื่น ๆ หรือชนเผ่าอื่น ๆ ต่างก็เกรงกลัวนักรบของเผ่าม้งเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนจีน หรือชาวฮั่น ซึ่งได้เคยมีการร่วมกันสู้รบครั้งใหญ่กับชาวม้งจนชนะ และได้ขับไล่ชาวม้งลงมาทางใต้ และด้วยความเกรงกลัวในการเป็นนักรบที่เก่งฉกาจของชาวม้งนี่เอง จึงได้ไล่ตีให้แยกย้ายกระจัดกระจายกันออกไป และไม่ให้กลับรวมตัวกันจัดเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งและกลับมาต่อกรกับชาวฮั่นได้อีก

    ปัจจุบันนี้ ชาวม้งจึงกลายเป็นชนกลุ่มน้อย กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั้ง จีน เวียดนาม ลาว พม่า และไทย นอกจากนั้น ยังมีชาวม้งบางส่วน ได้อพยพไปอยู่ประเทศตะวันตก เช่น อเมริกา แคนานดา ยุโรป ฯลฯ ซึ่งก็ได้มีบทบาทในสังคมใหม่เหล่านั้นโดยแสดงออกถึงพื้นฐานชาติพันธุ์ที่มีความเฉลียวฉลาด ขยัน อดทน อีกทั้งก็ไม่ได้ลืมเลือนพี่น้องชาวม้งที่ยังคงอยู่ที่เอเชียอาคเนย์เลย ยังคงติดต่อช่วยเหลือกลับมาตลอด นับเป็นตัวอย่างที่ดีของความผูกพันกัน ไม่ทอดทิ้งกันของชนเผ่าที่มีสายเลือดเดียวกัน

     ชุมชนชาวม้ง บ้านเข็กน้อย อ.เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือว่าชุมชนวัฒนธรรมชนเผ่าม้งที่ใหญ่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เป็นชุมชนชาวชนเผ่าม้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะมีสมาชิกอยู่อาศัยในชุมชนเดียวกันนี้ถึง 10000 กว่าคน เกือบ 2000 หลังคาเรือน จนสามารถจัดตั้งเป็น ตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลเข็กน้อยของตัวเองได้โดยเฉพาะ และยังสามารถรวมกันเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นชาวม้งของตนเองได้อีกด้วย

     ชุมชนชาวม้งในจังหวัดเพชรบูรณ์ นอกจากที่บ้านเข็กน้อยแล้ว ยังมีที่หมู่บ้านอิ่น ๆ อีก เช่น บ้านห้วยน้ำขาว บ้านเล่าลือ บ้านเล่าเน้ง บ้านดอยน้ำเพียงดิน และบ้านทับเบิก เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ชำนาญการทำอาชีพเกษตรกรรมบนเขาหรือบนที่สูง เช่น ข้าวไร่ ข้าวโพด ขิง พืชผักชนิดต่าง ๆ พืชเมืองหนาว และการเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งาน เป็นต้น

     ชนเผ่าม้งที่มาอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่ได้อพยพจาก น่าน พะเยา เชียงราย เข้ามาอยู่ ในเขต 3 จังหวัด พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย โดยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2465 โดยชาวม้งชุดแรกอพยพมาจากอำเภอปัว จังหวัดน่าน ผ่านมาทางอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ และลงมาทางอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร แล้วเดินทางมายังอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ขึ้นไปอาศัยอยู่บ้านทับเบิก เป็นชุดแรก ต่อมาได้มีชาวม้งอพยพตามมาภายหลังอีกและ ได้ขยายหมู่บ้านขึ้นเป็นบ้านป่าหยาบ บ้านขี้เถ้า บ้านเข็กเก่า บ้านป่าหวาย และบ้านเล็กบ้านน้อยต่าง ๆ ในเขตรอยต่อจังหวัดดังกล่าว ในเวลาต่อมาได้เกิดเหตุการณ์สู้รบระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้ชาวม้งต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับทั้ง 2 ฝ่ายในเหตุการณ์ดังกล่าวมากมายหลายประการ  แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 – 2515 ทางราชการได้ขอกันพื้นที่ป่าประมาณ 45,000 ไร่ จากกรมป่าไม้ และให้ชาวม้งมาอยู่จำนวน 105 ครอบครัว โดยตั้งชื่อว่าชุมชนเข็กน้อย ขึ้นกับตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายโก๊ะ แซ่หยาง เป็นผู้นำชาวม้ง จากนั้น ได้อพยพชาวเขาจากศูนย์แรกรับทั้ง 3 แห่ง รวมทั้งบ้านป่าหยาบมารวมกันที่บ้านเข็กน้อย จนกระทั่ง พ.ศ.2518 ได้ทำการอพยพชาวเขามาจากบ้านเล่าลือมารวมกันที่บ้านเข็กน้อย เพื่อให้มาอยู่อาศัยรวมเป็นแหล่งเดียวกัน  เกิดเป็นชุมชนชาวม้งบ้านเข็กน้อยที่เป็นหลักแหล่งถาวรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วพัฒนามาเป็นตำบลเข็กน้อยในปัจจุบันนี้

     ประเพณีที่สำคัญที่สุดของชนเผ่าม้ง คือ ประเพณีปีใหม่ของม้ง ซึ่งจะตรงกับ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 2 โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะเวลาระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี ประเพณีปีใหม่ม้ง จะเป็นงานรื่นเริงที่จะจัดขึ้นหลังจากได้เก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบปีเรียบร้อย และเป็นการฉลองถึงความสำเร็จในการเพาะปลูกของแต่ละปี ซึ่งจะต้องทำพิธีบูชาถึงผีฟ้า ผีป่า ผีบ้าน ที่ให้ความคุ้มครอง และดูแลความสุขสำราญตลอดทั้งปี รวมถึงเป็นการขอบคุณที่ได้อำนวยผลผลิตการเกษตรที่ได้มาในรอบปีด้วย แต่ละหมู่บ้านจะทำการฉลองกันอย่างพร้อมเพรียงกัน หรือตามวัน และเวลาที่สะดวกของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งโดยมากจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี

     ประเพณีฉลองปีใหม่ม้งนี้ชาวม้งเรียกกันว่า “น่อเป๊โจ่วฮ์” แปลตรงตัวได้ว่า “กินสามสิบ” สืบเนื่องจากชาวม้งจะนับช่วงเวลาตามจันทรคติ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึง 30 ค่ำ ซึ่งตามปฏิทินจันทรคติจะแบ่งออกเป็นข้างขึ้น 15 ค่ำ และข้างแรม 15 ค่ำ เมื่อครบ 30 ค่ำ จึงนับเป็น 1 เดือน ดังนั้นในวันสุดท้าย คือ 30 ค่ำของเดือนสุดท้ายหรือเดือนที่ 12 ของปีจึงถือได้ว่าเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ซึ่งในวันปีใหม่นี้ของชาวม้งจัดเป็นงานประเพณีที่ชาวม้งรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากจะเป็นการพบปะกันระหว่างกลุ่มญาติมีประเพณีขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้อาวุโส เป็นวันที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ในหมู่บ้านจะได้เลือกคู่ มีการจัดการแข่งขันกีฬาประเพณีและการละเล่นต่างๆ เช่น ลูกข่าง ลูกช่วง ยิงหน้าไม้ นอกจากการละเล่นที่สร้างความสนุกสนานแล้ว ชาวม้งก็ไม่ลืมที่จะทำพิธีกรรมต้อนรับปีใหม่ซึ่งจัดเป็นพิธีกรรมที่ชาวม้งให้ความเคารพศรัทธาตามวิถีที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมา
     ส่วนประเพณีการกินข้าวใหม่ จะทำกันในเดือน ตุลาคมของทุกปี ข้าวใหม่คือข้าวที่ปลูกขึ้นมาเพื่อที่จะเซ่นถวายให้กับ ผีปู่ผีย่า จะเริ่มเกี่ยวได้เมื่อรวงข้าวสุกแต่ยังไม่เหลืองมาก  นำข้าวเปลือกที่นวดเรียบร้อยแล้วมาคั่วให้เม็ดข้าวแข็งและเปลือกข้าวแห้ง เพื่อให้สะดวกในการตำข้าว ในอดีตนั้นนิยมการตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง เมื่อตำเสร็จเรียบร้อย ก็จะนำข้าวมาหุงเพื่อเซ่นไหว้ผีปู่ผีย่า ทำโดยการนำไก่ตัวผู้มาเซ่นไหว้ตรงผีประตูก่อน

     ปัจจุบันนี้ ชุมชนชาวม้งเข็กน้อย กลับกลายเป็นชุมชนที่มีเสน่ห์ ที่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเขาค้อ อยากจะแวะไปชมไปสัมผัสวิถีชีวิตของชนเผ่าที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่นนี้ และเลือกซื้อสินค้าหัตถกรรมอันปราณีตบรรจงจากฝีมือเหล่าแม่บ้านชาวม้งกลับไปเป็นที่ระลึกด้วย นับว่าเป็นสีสันทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์เลยทีเดียว
     เพชรบูรณ์โชคดีเหลือเกิน ที่ได้มีชนเผ่าม้งมาอยู่อาศัยร่วมแผ่นดินเดียวกันกันอย่างมีความสุขใน “เพชรบูรณ์ : ดินแดนแห่งความสุขของคนอยู่และผู้มาเยือน” แห่งนี้395646_10150388752612168_2134331599_n

     มนุษย์ ไม่ว่าชาติพันธุ์ใด ล้วนแต่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน .. วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิต ของแต่ละกลุ่ม ถึงจะแตกต่างกัน แต่ล้วนก็มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และสมควรจะได้การเคารพซึ่งกันและกัน

     เราต้องภาคภูมิใจในรากเหง้า ตนตัวที่แท้จริงของเรา .. หากเราสามารถที่จะหลงลืมหรือหมิ่นแคลนรากเหง้าตัวเองได้แล้ว .. เราจะเหลืออะไรอีกเล่า .. ที่จะทำให้คนอื่นเขาเคารพหรือยอมรับในตัวตนของเราเองได้ … ????ผู้ใหญ่เล่านะและครอบครัว 001

Advertisements

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ
ประเพณีหนึ่งเดียวในหล้า สู่ศรัทธามหาชน

     1.  ประเพณีอุ้มพระดำน้ำของชาวเพชรบูรณ์นั้น  แต่เดิมเป็นประเพณีท้องถิ่นของคนเพชรบูรณ์ที่อยู่ริมแม่น้ำป่าสัก และมีชื่อเรียกกันหลายอย่างว่า งานสารทไทยวัดไตรภูมิบ้าง งานอาบน้ำพระวัดไตรภูมิบ้าง และงานแข่งเรือวัดไตรภูมิบ้าง โดยจะเป็นงานที่จัดขึ้นที่วัดไตรภูมิ ในวันสารทไทย แรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุก ๆ ปี ซึ่งในการจัดงานทำบุญวันสารทไทยนี้ จะมีการจัดกิจกรรมหนึ่งที่พิเศษขึ้นมา นั่นคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ในฐานะเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ จะต้องอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา อันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จากวัดไตรภูมิลงเรือไปประกอบพิธีดำน้ำที่กลางลำน้ำป่าสัก ซึ่งชาวเพชรบูรณ์ก็ได้ยึดถือปฏิบัติเช่นนี้กันมายาวนาน

     จนกระทั้งเมื่อ พ.ศ. 2528 รัฐบาลในสมัยนั้น มีนโยบายให้ทุกจังหวัดคัดเลือกประเพณีที่โดดเด่นและยกให้เป็นประเพณีประจำของแต่ละจังหวัด เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์จึงได้เสนอให้นำประเพณีนี้ยกขึ้นให้เป็นประเพณีประจำจังหวัดเพชรบุรณ์ เพราะเป็นประเพณีที่แปลก มีอัตลักษณ์ และมีคุณค่า  คณะกรรมการจึงได้พิจารณาและคัดเลือกประเพณีนี้ ยกให้เป็นประเพณีประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ และได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ”

     2.  ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ก่อกำเนิดจากความเชื่อที่เป็นตำนานที่คนเพชรบูรณ์เล่ากันมาปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่นมา ดังนี้

     ตำนานเล่าว่า  เมื่อประมาณ 400 กว่าปีล่วงมาแล้ว ในสมัยกลางกรุงศรีอยุธยา คนหาปลาชาวเพชรบูรณ์ ที่หาปลาในแม่น้ำป่าสัก ได้พบเหตุอัศจรรย์ กล่าวคือ ตามปกติทุกวัน จะตกเบ็ด ทอดแห จับปลากันได้มากมาย แต่ในวันนั้น ไม่มีใครจับปลาได้แม้แต่ตัวเดียว จึงมานั่งปรับทุกข์กันอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำป่าสัก บริเวณที่เรียกว่า “วังมะขามแฟบ” พลันอากาศที่สงบเงียบอยู่ดี ๆ กลับแปรปรวน มีลมฟ้าลมฝน ฟ้าร้องฟ้าผ่า แล้วเกิดมีวังน้ำวนขึ้นในลำน้ำ หมุนวนเอาพระพุทธรูปสีทองอร่ามขึ้นมา แล้วดำผุดดำว่ายอยู่กลางลำน้ำ คนหาปลากลุ่มนั้นจึงได้โดดน้ำไปอัญเชิญพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมามอบให้กับเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ และได้ร่วมกันอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดสำคัญกลางเมืองในสมัยนั้น ก็คือวัดไตรภูมิ 

     ครั้นในปีถัดมา เมื่อวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ซึ่งตรงกับวันสารทไทย  องค์พระได้หายไปจากวัด ชาวเมืองต่างพากันช่วยหาไปทั่วทั้งเมือง แต่ก็ไม่มีผู้ใดพบเลย  จึงพากันไปยังวังมะขามแฟบ จุดที่พบองค์พระครั้งแรก ก็ได้พบองค์พระดำผุดดำว่ายอยู่กลางลำน้ำ อีกเช่นเดิม  ครั้งนี้ ชาวเมืองจึงได้อัญเชิญองค์พระกลับมาวัดไตรภูมิอีกครั้ง แล้วร่วมตกลงกันว่า ทุกวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ของทุกปี  เจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะได้อัญเชิญองค์พระไปดำน้ำ ที่วังมะขามแฟบแห่งเดิม เพื่อองค์พระจะไม่หนีไปเล่นน้ำอีก  พร้อมทั้งร่วมกันขนานนามองค์พระศักดิ์สิทธิ์ว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา” เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

     3.  ชาวเพชรบูรณ์ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดพิธีนี้มาตลอดทุก ๆ ปี จนกลายเป็นประเพณี ซึ่งไม่ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคใด ๆ ไม่ว่าปีไหนน้ำจะน้อย หรือปีไหนน้ำจะมาก เราก็ได้จัดพิธีตามประเพณีมาไม่เคยขาดแม้แต่ปีเดียว นอกจากนั้น คนเพชรบูรณ์ยังมีความเชื่อว่า เมื่อประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำแล้ว ฟ้าฝนจะตกต้องตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์ การทำมาหากินจะได้ผลดี และลำน้ำป่าสักจะกลายเป็นลำน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนจะต้องใช้น้ำด้วยความยำเกรงและต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติไม่ให้แม่น้ำสกปรกเน่าเหม็นเป็นอันขาด

     สำหรับพิธีกรรมการดำน้ำนั้น เจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงเรือจากท่าน้ำวัดไตรภูมิทวนน้ำขึ้นไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำที่ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร โดยจะดำน้ำเพียง 2 ทิศและทิศละ 3 ครั้งเท่านั้น คือ ทิศเหนือหรือทิศทวนน้ำ และทิศใต้หรือทิศตามน้ำ ซึ่งก็เป็นความเชื่ออีกประการหนึ่งของคนเพชรบูรณ์ ที่ต้องการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองได้มาดลบันดาลให้แม่น้ำป่าสักมีระดับน้ำและปริมาณน้ำที่พอดี นั่นคือ ถ้าปีใดน้ำแล้ง และต้องการให้ปีต่อไปมีน้ำเพิ่มขึ้น การดำน้ำก็จะหันหน้าขึ้นทิศเหนือก่อน แต่ถ้าปีใดน้ำมากเกิดน้ำท่วม การดำน้ำก็จะหันหน้าทิศใต้ก่อน เพื่อให้ปีต่อไปมาน้ำลดลงอยู่ในระดับพอดี จึงถือว่า ประเพณีนี้เป็นภูมิปัญญาที่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำมาหากินของคนเพชรบูรณ์  และแสดงถึงวิถีชีวิตของคนเพชรบูรณ์ที่ผูกพันอยู่กับแม่น้ำป่าสักเป็นอย่างมาก

     4.  “พระพุทธมหาธรรมราชา” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยลพบุรี (ขอม แบบบายน)  หล่อด้วยเนื้อทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 13 นิ้ว สูง 18 นิ้ว ไม่มีฐาน มีพระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ  พระกรรณยาวจรดพระอังสา  พระเศียรทรงชฎาเทริดหรือมีกระบังหน้า ทรงสร้อยพระศอ  พาหุรัด และประคต  มีลวดลายงดงาม อีกทั้งแลดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง  ส่วนประวัติการสร้างนั้นไม่ปรากฏชัดเจน แต่ชาวเพชรบูรณ์มีความเชื่อตามตำนานว่า พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อ.หล่มสัก) ได้รับพระราชทานจาก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งนครธม ให้นำไปประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง พร้อมทั้งให้ทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาคือพระนางสิงขรมหาเทวี แต่หลังจากพ่อขุนผาเมืองร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง (อ.นครไทย) พระสหาย ได้ร่วมกันตีเมืองสุโขทัยคืนจากขอม กอบกู้อิสรภาพให้กับคนไทยและตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้น ทำให้พระนางสิงขรมหาเทวี แค้นเคืองถึงกับเผาเมืองราดจนย่อยยับ  จากนั้น พระนางจึงตัดสินใจโดดแม่น้ำป่าสักฆ่าตัวตาย ทำให้ไพร่พลต้องพากันอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงแพล่องไปตามแม่น้ำป่าสักเพื่อหลบหนีภัยความวุ่นวายไป แต่ปรากฏว่าแม่น้ำป่าสักมีความคดเคี้ยว และกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ทำให้แพที่อัญเชิญองค์พระมานั้นแตก จนองค์พระจมดิ่งลงสู้ก้นแม่น้ำหายไป กระทั่งต่อมาคนหาปลาได้ไปพบ จนก่อให้เกิดตำนานมหัศจรรย์ “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ” ขึ้นมา

     5.  การจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำนั้น มีพัฒนาการเรื่อย ๆ มา ดังนี้ คือ แต่ดั้งเดิมนั้น จะจัดงานกัน 3 วันและจัดงานอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีอะไรมากมาย เมื่อถึงวันสารทไทย ก็จะอัญเชิญองค์พระฯไปแห่รอบเมืองเพชรบูรณ์ จากนั้นก็อัญเชิญไปประกอบพิธีดำน้ำ ณ วังมะขามแฟบ พิธีดำน้ำก็ไม่มีอะไรมาก พอไปถึงจุดกำหนด เจ้าเมืองและผู้ที่ต้องการจะร่วมดำน้ำก็กระโดดลงไปดำน้ำร่วมกันเลย เสร็จพิธีก็แห่กลับวัด ให้ผู้คนได้กราบไหว้ปิดทองกัน นอกจากนั้น ก็จะมีการพายเรือแข่งกันที่ท่าน้ำหน้าวัดไตรภูมิ แต่ที่พิเศษคือ เป็นการแข่งพายเรือทวนน้ำ ที่ไม่มีการแข่งเรือที่ไหนเหมือน
     ต่อมา เมื่อทางการได้ให้ความสำคัญการประเพณีนี้ จึงได้มีการกำหนดรูปแบบพิธีกรรมต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีความศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลังขึ้น เช่น มีการเพิ่มการจัดงานเป็น 5 วัน  มีการจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ มีพิธีบวงสรวงเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาคุ้มครองเมืองเพชรบูรณ์และคนเพชรบูรณ์ พร้อมทั้งทำการเสี่ยงทายทิศและคำอธิษฐานสำหรับการดำน้ำแต่ละครั้ง  มีการประกวดโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธมหาธรรมราชา การแห่องค์พระรอบเมืองก็เปลี่ยนมาเป็นช่วงเวลาเย็น ทำให้สามารถตกแต่งขบวนประกอบแสงสีให้ดูสวยงามอลังการได้ การจัดให้มีการแสดงแสงสีเสียงตำนานพิธีอุ้มพระดำน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อจะได้ชมและเข้าใจประเพณีอุ้มพระดำน้ำได้ทั้งหมด  จัดให้มีเทศกาลอาหารอร่อยของจังหวัดเพชรบูรณ์  ขบวนเรืออัญเชิญพระก็มีการตกแต่งและจัดทำโขนเรือ ส่วนพิธีกรรมในการดำน้ำนั้น ก็มีเพิ่มเติมให้มีขั้นมีตอนอันศักดิ์สิทธิ์ มีการนั่งสมาธิก่อนทำพิธี มีการกำหนดตัวบุคคลผู้ที่จะร่วมทำพิธีดำน้ำ มีการอ่านคำอธิษฐานก่อนดำน้ำแต่ละครั้ง และมีการโยนแจกจ่ายข้าวของเครื่องมงคล ข้าวต้มมัด กล้วยไข่ กระยาสารทให้กับผู้มาร่วมพิธีกันด้วย

     6.  จะเห็นได้ว่า ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ได้มีพัฒนาการเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มต้นเป็นประเพณีท้องถิ่นธรรมดา พัฒนาขึ้นเป็นประเพณีของเมือง เป็นประเพณีประจำจังหวัด และปัจจุบันนี้ ได้พัฒนาเป็นประเพณีระดับประเทศแล้ว  และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวเพชรบูรณ์เป็นล้นพ้น ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรพิธีอุ้มพระดำน้ำ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554 ท่ามกลางการแซ่ซ้องสรรเสริญของคนเพชรบูรณ์ที่ขอพระองค์ท่าน ทรงพระเจริญ
    ประเพณีอุ้มพระดำน้ำเป็นประเพณีที่ทรงคุณค่า มีเนื้อหาที่จะสามารถบอกเล่าเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ได้ในทุกขั้นตอน  การอุ้มพระดำน้ำ ก็มิใช่เป็นเพียงแค่พิธีกรรม หากแต่เป็นการแสดงถึงวิถีชีวิตของคนเพชรบูรณ์ที่ผูกพันอยู่กับลำน้ำสัก และยังเป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดและทรงคุณค่าของบรรพบุรุษเพชรบูรณ์ ที่ต้องการจะสอนสั่งลูกหลานเพชรบูรณ์ ด้วยวิธีการที่จะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา นั่นคือ การแฝงคำสอนไว้ในประเพณี เพื่อให้สืบทอดกันต่อมาและต่อไป ..
     –  ภูมิปัญญา ในการรักษาคุณภาพลำน้ำสักและสิ่งแวดล้อม
     –  ภูมิปัญญาในการสร้างขวัญกำลังใจในการทำมาหากิน
     –  ภูมิปัญญา ที่ทำให้ผู้คนมีจุดรวมใจและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
     –  ภูมิปัญญา ที่ทำให้ผู้คนใกล้ชิดธรรมะและพระพุทธศาสนา
     พิธีกรรมก็มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความสวยงาม สง่างาม อีกทั้งยังเป็นประเพณีที่คนเพชรบูรณ์มีส่วนร่วมและเป็นคนจัดกิจกรรมทั้งหมดโดยคนเพชรบูรณ์เอง ซึ่งในอนาคต ชาวเพชรบูรณ์ยังมีจุดมุ่งหวังที่จะแบ่งปันประเพณีนี้ให้เป็นที่รับรู้และศรัทธาไปสู่ผู้คนในระดับสากล ทั้งระดับอาเซียน และระดับโลกต่อไป

     7.  นับเป็นความโชคดีและเป็นบุญของชาวเพชรบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง ที่เมื่อ พ.ศ. 2559 ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ได้กรุณามาเป็นประธานในการประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ซึ่ง ฯพณฯ ได้มองเห็นความสำคัญและความมีคุณค่าของประเพณีนี้  ฯพณฯ จึงได้มอบคำแนะนำในการปรับปรุงการจัดงานหลายประการ เพื่อให้งานดีขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น ให้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล พร้อมทั้งรับที่จะมาเป็นประธานในประเพณีอุ้มพระดำน้ำอีกครั้งในปีต่อมา นั่นคือ ปี พ.ศ. 2560 นี้เอง  ฉะนั้น จากความกรุณาของ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ในครั้งนั้น ยังผลให้เกิดความยินดีปรีดาแก่ชาวเพชรบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง และเกิดเป็นอานิสงส์อันใหญ่หลวง ทำให้ประเพณีอุ้มพระดำน้ำได้เป็นที่สนใจของวงการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของประเทศ จนได้มีการเข้ามาศึกษาเรียนรู้ และชมผลงานในอดีตที่ผ่านมา จึงทำให้ประเพณีอุ้มพระดำน้ำได้รับรางวัล “กินรี” อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดีเด่น (Thailand Tourism Award) ประจำปี พ.ศ. 2560 และยังได้เป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเพชรบูรณ์ร่วมกันพัฒนาปรับปรุง เสริมแต่ง การจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำกันครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

     8.  การจัดเตรียมงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ในปี พ.ศ. 2560 นี้ คณะผู้จัดงานได้ระดมความคิดเห็นและร่วมกันวางแผนการทำงานกันมาตั้งแต่ต้นปี โดยจะมีการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่น
    
          มีการปรับขบวนอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมืองใหม่ เป็นขบวนที่ยิ่งใหญ่ถึง 9 ขบวนด้วยกัน แต่ละขบวนจะมีเนื้อหาการนำเสนอที่จะไปสอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของคนเพชรบูรณ์ในทุกพื้นที่ ทุกอำเภอ สะท้อนวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนเพชรบูรณ์ทุกหมู่เหล่า โดยมีท่านนายอำเภอพร้อมทั้งคณะผู้คนร่วมขบวนจากทุกอำเภอกว่า 2000 คน
         มีการปรับการจัดสถานที่นั่งชมขบวนแห่เพิ่มมากขึ้นเป็น 2 จุดชมการแสดง สามารถรองรับผู้ชมได้มากขึ้นอีกเท่าตัว และมีการจัดเทคนิคแสงสีเสียงให้กับขบวนแห่อย่างสวยงาม
         มีการตกแต่งประดับเมืองทั้งเมือง และเชิญชวนให้ผู้คนได้ร่วมมีกิจกรรม เพื่อนำเข้าสู่บรรยากาศของการจัดงานประเพณีอันแสดงถึงความศรัทธาของชาวเพชรบูรณ์ ได้แก่ การติดป้ายประชาสัมพันธ์กันทั้งเมืองเพชรบูรณ์ และทุก ๆ อำเภอ  การชักชวนให้ผู้คนตั้งโต๊ะบูชาองค์พระตลอด 2 ข้างทางที่ขบวนผ่าน
         คนเพชรบูรณ์ร่วมกันประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์ และโชเชียลมีเดีย ให้คนทั้งประเทศและต่างประเทศให้ทราบกำหนดการและรายละเอียดของการจัดงาน พร้อมทั้งมีการรณรงค์ “ชวนคนเพชรบูรณ์กลับบ้าน ร่วมงานอุ้มพระดำน้ำ”
         มีการปรับปรุงตกแต่ง จัดขบวนเรืออัญเชิญองค์พระไปดำน้ำเสียใหม่ และมีการเปลี่ยนโขนเรืออัญเชิญพระใหม่เป็น “กุญชรวารี” สัตว์ในป่าหิมพานต์ที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังและเป็นสัตว์ให้น้ำ อาศัยอยู่ในทะเลสีทันดร จึงสอดคล้องกับประเพณีอุ้มพระดำน้ำที่เกี่ยวของกับน้ำและความอุดมสมบูรณ์จากลำน้ำ
         การจัดให้ผู้คนที่มาร่วมงานได้มีส่วนร่วมในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น มีการจัดทำผ้ายันต์พระพุทธมหาธรรมราชาแจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมงานกันทุกคน
    
     9.  การจัดงานในปีนี้ นอกจาก จังหวัดเพชรบูรณ์ เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ และชาวเพชรบูรณ์จะได้ระดมสรรพกำลังในการจัดงานอุ้มพระดำน้ำแล้ว ยังได้รับความกรุณากระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามนโยบายของ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ได้เข้ามาร่วมวางแผนการจัดงานพร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณจำนวนมากในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น
     กระทรวงวัฒนธรรม ได้มาร่วมวางแผนการจัดงานทุกขั้นตอน ได้สนับสนุนงบประมาณการจัดประกวดโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธมหาธรรมราชา  การจัดประกวดสำรับอาหารพื้นบ้านเพชรบูรณ์  สนับสนุนรางวัลการแข่งเรือทวนน้ำ สนับสนุนจัดมณฑลพิธีและดำเนินพิธีการทั้งหมดที่วัดโบสถ์ชนะมาร สนับสนุนป้ายประชาสัมพันธ์ หนังสือคู่มือประชาสัมพันธ์ จัดแถลงข่าวที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน จัดทำผ้ายันต์แจกจ่ายผู้มาร่วมงาน จัดให้มีการแสดงผลงานชุมชนคุณธรรมและผู้นำชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ

     กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้มาร่วมประชุม เพื่อแนะนำวางแผนการจัดงานและทำการประชาสัมพันธ์หลายประการ  สนับสนุนจัดการให้มีการถ่ายทอดสดขบวนอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมือง ทางช่อง 9 MCOT ไปทั่วประเทศในวันที่ 19 กันยายน 2560 ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป   จัด Package Tour นำนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเพชรบูรณ์และเข้าร่วมพิธีอุ้มพระดำน้ำ  นำสื่อ On line จากส่วนกลางมาทำข่าวประชาสัมพันธ์  จัดแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฯลฯ

     10.  ฉะนั้น การจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำในปี พ.ศ. 2560 ของชาวเพชรบูรณ์นี้  จึงถือว่าเป็นย่างก้าวการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาสำคัญของการยกระดับการจัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเพื่อให้เป็นงานระดับสากลได้ในอนาคตตามที่คนเพชรบูรณ์ได้มุ่งหวังเอาไว้  สิ่งต่าง ๆ ที่เราได้รับมา ทั้งคำแนะนำและรูปแบบการจัดงาน ตลอดจนงบประมาณ  จากหน่วยงานที่มีประสบการณ์ มีเทคนิควิธีการจัดงานหลายแบบ ซึ่งการช่วยเหลือและคำแนะนำที่ดีเหล่านี้ ล้วนเป็นคุณูปการจากความกรุณาของ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มาเป็นพื้นฐานสำคัญให้กับคนเพชรบูรณ์ได้ต่อยอดการจัดงานให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกในปีต่อ ๆ ไป และตลอดไป  ทั้งนี้ โดยเราก็จะไม่หลงลืมแก่นของพิธีกรรมและจิตวิญญาณของประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ที่เราจะต้องรักษาให้ทรงไว้ซึ่งคุณค่าอันเป็นอัตลักษณ์ที่บรรพบุรุษของเราคนเพชรบูรณ์ได้ดำเนินการสืบทอดกันมาเนินนานรุ่นต่อรุ่น .. เอาไว้ชั่วกาลนาน

ดร.วิศัลย์  โฆษิตานนท์
ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์
ผู้เรียบเรียง
081-044-5566

ปาฐกถาเรื่อง  สภาพจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ ของ ขุนอินทรภักดี  ผู้แทนราษฎรจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์

แสดงโดยทางวิทยุกระจายเสียงเมื่อวันที่  ๒๑  กุมภาพันธ์  พุทธศักราช  ๒๔๗๗

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย

จังหวัดเพ็ชร์บูรณ์เป็นจังหวัดที่ตั้งแห่งมณฑลเพ็ชร์บูรณ์มาก่อน  มีเมืองที่ขึ้นแก่มณฑลเพ็ชร์บูรณ์เวลานั้น คือ เมืองเพ็ชร์บูรณ์  เมืองหล่มศักดิ์  ต่อมาเมื่อราว  ..๒๔๕๙  ได้ยุบมณฑลเพ็ชร์บูรณ์ลงเป็นจังหวัดไปขึ้นแก่มณฑลพิษณุโลกรวมทั้งจังหวัดหล่มศักดิ์  เหตุที่ต้องยุบมณฑลเพ็ชร์บูรณ์เนื่องด้วยมีผู้คนพลเมืองน้อยเงิน ผลประโยชน์รายได้ทั้งมณฑลได้น้อยไม่พอจ่ายเป็นเงินเดือนค่าใช้สอยในการบริหารราชการของมณฑล เมื่อยุบมณฑลลงเป็นจังหวัดแล้ว  จังหวัดเพ็ชร์บูรณ์คงมีอำเภอเหลืออยู่    คือ  อำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  อำเภอวิเชียร  ส่วนอำเภอไชยบาดาลซึ่งแต่ก่อนขึ่นอยู่แก่จังหวัดเพ็ชร์บูรณ์นั้นได้โอนไปขึ้นแก่จังหวัดสระบุรี  เพราะอำเภอไชยบาดาลตั้งอยู่ใกล้ทางจังหวัดสระบุรีเป็นการสะดวกแกประชาชนในท้องที่อำเภอไชยบาดาลจะติดต่อกับจังหวัดสระบุรี 

ต่อมาเมื่อ  ..๒๔๗๔  ทางราชการได้ยุบจังหวัดหล่มศักดิ์  ซึ่งอยู่ติดต่อกับจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ทางทิศเหนือลงเป็นอำเภอ  มาขึ้นแก่จังหวัดเพ็ชร์บูรณ์  เพื่อเป็นการประหยัดเงินแผ่นดิน  อำเภอในจังหวัดหล่มศักดิ์มีอยู่    อำเภอ  คือ  อำเภอวัดป่า  ซึ่งเป็นอำเภอที่ตั้งจังหวัด กับอำเภอหล่มเก่า  แต่โดยเหตุที่จังหวัดหล่มศักดิ์กับจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์มีระยะห่างไกลกันถึง  ๔๔  กิโลเมตร  และการคมนาคมไม่สะดวก  ทางราชการจึงให้คงมีศาลประจำจังหวัดหล่มศักดิ์  และเรือนจำอยู่ที่อำเภอวัดป่า  เพื่อให้ความสะดวกแก่พลเมืองในทางอรรถคดี  และคงให้มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขและธนาณัติคลังออมสินเพื่อสะดวกแก่ราษฎรในการสื่อสาร  แต่สถานที่ราชการที่อำเภอวัดป่า  ยังมีนามเรียกต่าง    กัน  เช่น อำเภอเรียกว่าอำเภอวัดป่า นามนี้เป็นนามเรียกใหม่ให้ตรงกับสถานที่ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอซึ่งตั้งอยู่ในตำบลวัดป่าเท่านั้น ส่วนศาลหรือที่ทำการไปรษณีย์เรียกว่า หล่มศักดิ์ อันเป็นนามเดิม  ข้าพเจ้าเห็นว่าสถานที่ราชการต่างๆ ควรเปลี่ยนเรียกนามให้ตรงกันทุกแผนก  ให้มีนามว่าหล่มศักดิ์อันเป็นนามเดิมนั้น  ทั้งนี้ ข้าพเจ้าได้เสนอความเห็นไปทางกระทรวงมหาดไทยนานแล้ว

จังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ในขณะนี้จึงคงมีอำเภอขึ้น  อำเภอ  คืออำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  อำเภอวิเชียร  อำเภอวัดป่า  อำเภอหล่มเก่า สภาวะของจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ในเวลานี้จึงเท่ากับเมื่อครั้งยังเป็นมณฑลเพ็ชรณ์บูรณ์ในครั้งก่อน

พลเมือง  เมื่อคราวสำรวจสำมะโนครัว  ..๒๔๗๒  แบ่งเป็นรายอำเภอ  มีจำนวนดังนี้ อำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  ๒๘,๖๒๗  คน  อำเภอวิเชียร  ,๑๘๑  คน  อำเภอวัดป่า  ๔๕,๓๗๐  คน  อำเภอหล่มเก่า  ๓๐,๖๘๑  คน  รวมประมาณ  ๑๑๑,๘๔๙  คน

อาณาเขตต์ของจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์  ทิศเหนือติดต่อจังหวัดเลย  ทิศใต้ติดต่อจังหวัดลพบุรี , สระบุรี  และจังหวัดนครสวรรค์  ทิศตะวันออกติดต่อจังหวัดชัยภูมิ  ทิศตะวันตกติดต่อจังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร์  มีเนื้อที่ประมาณ  ๑๐๔๗๑.๗๖  ตารางกิโลเมตร  มีเนื้อที่เป็นป่าดงแลภูเขามาก  พื้นที่ จะทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ว่างเปล่าอยู่อีกมากมาย

การอาชีพของพลเมืองที่เป็นส่วนใหญ่  คือ  การทำนา  เลี้ยงสัตว์  มีโคกระบือและสุกรขาย  นอกจากนี้มีการทำสวนยาสูบ  ไร่พริก  ปลูกฝ้าย  เลี้ยงไหม  การทำสวนยาสูบมีชื่อเสียงว่าเป็นยาดี  ขายได้ราคา  ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยาเพ็ชร์บูรณ์ที่ดีแท้มีบางตำบล  เช่น  ยาที่ได้ในแถวลำคลองป่าแดง  ห้วยทราย ตะพานขาด  เหล่านี้อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  เพราะเป็นที่ มีเนื้อที่ดินดีเหมาะแก่การทำสวนยาสูบ  ส่วนการปลูกฝ้าย เลี้ยงไหม ทำกันแต่ในท้องที่อำเภอวัดป่าและหล่มเก่าโดยมาก  ทำกันแต่พอซื้อขายใช้กันในท้องที่  และทำพอทอผ้าไว้ใช้กันเอง  เพราะยังไม่มีตลาดขายส่ง  สินค้าของท้องที่  นอกจากสัตว์พาหนะโค  กระบือ  และสุกรแล้ว  โดยมากส่งออกนอกท้องที่ทางเรือแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน การเดินทางทางเรือเป็นการลำบากและช้ามาก ค่าโสหุ้ยในการขนลำเลียงก็สิ้นเปลืองไม่น้อย เพราะคมนาคมทางบกไม่สะดวกในฤดูน้ำ ใช้ไม่ได้เลย

การคมนาคมทางบกของจังหวัดนี้ช้านานมาแล้ว  หาได้รับการบำรุงจากรัฐบาลแต่อย่างไร  การไปมาติดต่อกับทางรถไฟจึงเป็นความลำบาก  และไม่ได้รับความสะดวกแก่ประชาชนเลย  ล่วงมาถึง ..๒๔๗๓  ทางราชการได้ลงมือสร้างทางหลวงสายกลาง  แต่สถานีรถไฟตะพานหินสายเหนือในเขตต์อำเภอท่าหลวงจังหวัดพิจิตร์ถึงสนามบินในเขตต์อำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  การสร้างทางสายนี้แต่เริ่มลงมือทำมาจนบัดนี้  ยังหาสำเร็จลงได้ไม่ ข้าพเจ้าได้ถามรัฐบาล  รัฐบาลตอบว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายใน    ปีนี้  การสร้างทางในเวลานี้แล้วไปเป็นตอน    เป็นส่วนน้อย  ในฤดูแล้งรถยนต์พอเดินได้ถึงอำเภอเมืองเพ็ชรบูรณ์  และอำเภอวัดป่า อำเภอหล่มเก่า  โดยใช้เดินบนถนนของทางสายนี้ซึ่งกำลังจัดทำอยู่  แต่สถานีรถไฟตะพานหินถึงน้ำพุ  เชิงเขาเลี้ย  ทางด้านใต้ต่อจากน้ำพุไปต้องเดินเท้าข้ามเขาเลี้ย  ระยะทาง  ๑๐  กิโลเมตร  รถยนต์เดินข้ามเขาไม่ได้  ที่เชิงเขานี้มีผู้นำม้าต่างเลื่อนช้างไปคอยรับจ้างส่งผู้เดินทางอยู่  ทางข้ามเขาเลี้ยนี้ กรมโยธาเทศบาลยังกำลังทำ  กำหนดว่าจะให้รถยนต์เดินข้ามเขาได้ใน ..๒๔๗๘  เมื่อข้ามเขาเลี้ยไปถึงเชิงเขาด้านเหนือเรียกว่าวังชมพู  มีรถยนต์รับต่อ  เดินไปตามทางของบ้านเมือง  ซึ่งราษฎรช่วยกันสร้างและซ่อมแซมไว้  ทางตอนนี้กรมโยธาเทศบาลยังทำมาไม่ถึง  รถยนต์รับต่อจากเชิงเขาทางเหนือ  เดินต่อไปถึงอำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  อำเภอวัดป่า  และอำเภอหล่มเก่าระยะทางแต่สถานีรถไฟตะพานหิน  ถึงอำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  รวมทั้งข้ามเขาด้วยสิ้นเวลาประมาณ  ๑๓  ชั่วโมง  ถึงอำเภอวัดป่าอันเป็นที่ตั้งจังหวัดหล่มศักดิ์เก่า  สิ้นเวลาประมาณ  ๑๖  ชั่วโมง  ถึงอำเภอหล่มเก่าสิ้นเวลาประมาณ  ๑๗  ชั่วโมง  การเดินทางเฉพาะฤดูแล้งนับว่าสะดวกบ้างแล้ว  แต่การสร้างทางหลวงแต่ตะพานหินถึงสนามบินของอำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์เท่าที่กะกรุยไว้แล้วนี้  ข้าพเจ้าเห็นว่าได้ประโยชน์แก่ประชาชนและทางรัฐบาลเป็นส่วนน้อย  เพราะพลเมืองในท้องที่อำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์ซึ่งทางผ่านไปมีจำนวนน้อย  ทั้งสิ้นค้าที่จะไปป้อนทางรถไฟก็มีส่วนน้อยดังนี้  ข้าพเจ้าเห็นว่า ทางสายนี้ควรขยายไปให้ถึงอำเภอวัดป่า  อำเภอหล่มเก่า  ซึ่งเป็นอำเภออยู่ในเขตต์จังหวัดหล่มศักดิ์ที่ถูกยุบ  จะได้ประโยชน์แก่ประชาชนและรัฐบาล  เพราะ    อำเภอนี้มีพลเมืองมากกว่าอำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์ซึ่งจะดูได้จากจำนวนพลเมือง ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว  นอกจากนี้ทางจังหวัดเลย  อาจทำทางติดต่อมาเชื่อมทางสายนี้ระหว่างต่อเขตต์อำเภอหล่มเก่า  ข้าพเจ้าจึงได้เสนอการสร้างทางสายนี้ไปทางรัฐบาลพร้อมด้วยคำถามแล้ว  ได้รับตอบจากรัฐบาลว่า  จะได้สร้างทางสายนี้ให้ถึงจังหวัดเลยต่อไป  ส่วนทางน้ำนั้น มีลำน้ำป่าสัก  ใช้เรือเดินได้ในฤดูน้ำ  แต่อำเภอวัดป่า  ไปออกลำน้ำเจ้าพระยาที่อำเภอท่าเรือ พลเมืองของจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ได้อาศัยลำน้ำนี้บรรทุกสินค้าโดยทางเรือล่องไปจำหน่ายในท้องที่โดยมากการนำสินค้าไปจำหน่ายหรือรับสินค้ามาจำหน่ายในท้องที่ใช้สถานีรถไฟแก่งคอย  เป็นท่าสินค้ารับและส่ง  การเดินทางเรือลำบากมาก  เพราะลำน้ำเล็กและคดเคี้ยว  น้ำเชี่ยว  ไม่มีเรือไฟโยง  การใช้เรือไปและกลับ  ต้องใช้เวลาประมาณ    เดือนเป็นการช้ามาก

จังหวัดเพ็ชร์บูรณ์  เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในป่าดง  ห่างจากการคมนาคมทางรถไฟ  และการเดินทางลำบากในท้องที่จังหวัดเพ็ชร์บูรณ์จึงเต็มไปด้วยไข้ป่า  ฉะเพาะท้องที่อำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  อำเภอวิเชียร  พื้นที่มีภูเขาและป่าดงดิบมาก  จึงเป็นบ่อเกิดแห่งไข้ป่า  สถานที่    ศาลากลางจังหวัดตั้งอยู่  เป็นที่ต่ำเป็นก้นกระทะ  อากาศจึงทึบไม่ปลอดโปร่งบริเวณใกล้เคียงกับหมู่บ้านก็ยังมีป่าดงล้อมอยู่  ไข้ป่าจึงยังมีอยู่แต่ไม่มากเหมือนในระหว่างทางอันเต็มไปด้วยป่าดง  ผู้ที่ไปจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์จึงเกิดเป็นไข้ป่าในระหว่างเดินทางโดยมาก  แต่ขณะนี้ฤดูแล้ง  มีทางรถยนต์เดินได้แล้ว  การไปเพ็ชรบูรณ์  ออกจากกรุงเทพฯ    วัน  อาจถึงได้  ไม่ต้องค้างระหว่างทางอันเป็นดงของไข้ป่า  ผู้เดินทางจึงไม่ใคร่ป่วยเป็นไข้  ส่วนอำเภอวัดป่าและอำเภอหล่มเก่า  ซึ่งเป็นอำเภอของจังหวัดหล่มศักดิ์เก่านั้น  พื้นที่มีป่าไม้น้อย  และอยู่ในที่สูง  อากาศปลอดโปร่งดีกว่าอำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์และอำเภอวิเชียร  ไข้ป่ามีน้อยหรือเกือบจะว่าไม่มีทีเดียว  ส่วนโรคภัยไข้เจ็บอย่างอื่นก็มีเป็นธรรมดา  ส่วนโรคระบาดนอกจากโรคบิดมีตัวแล้วเกือบไม่ปรากฏเลย  ในจังหวัดนี้มีแพทย์แผนปัจจุบันประกาศนียบัตร    คน  อำเภอวัดป่า    คน  นับว่ายังน้อยมาก  ไม่พอกับความต้องการจองประชาชนเสียเลย  การรักษาพยาบาลราษฎรใช้การรักษาพยาบาลแผนโบราณเป็นส่วนมาก  ใช้ยารากไม้ใบไม้และเชี่อไปในทางผีสาง  จึงนับว่าชีวิตของราษฎรในจังหวัดนี้อยู่ได้ไปตามธรรมชาติ  หาได้รับการป้องกันรักษาพยาบาลถูกกับลักษณะไม่ ยิ่งอำเภอเพ็ชร์บูรณ์  อำเภอวิเชียร  ซึ่งอยู่ในบ่ออันเต็มไปด้วยไข้ป่าด้วยแล้ว  ชีวิตของพลเมืองก็ย่อมหมดเปลืองไป  ตามสถิติคนเกิดตายของ  อำเภอนี้จะเท่า   กัน  ข้าพเจ้าเห็นว่าพลเมืองของจังหวัดนี้ยังไม่ได้รับความคุ้มครองป้องกัน  และได้รับการศึกษาทางสุขภาพทางสาธารณสุขพอ  ดังเช่นการเผยแพร่สุขศึกษาทางภาพยนตร์  ก็ยังไม่เคยได้รับการเผยแพร่เสียเลย  จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่กรมสาธารณสุขจะต้องเหลียวแลดูพลเมืองในจังหวัดนี้บ้าง

  นิสสัยใจคอ  ความประพฤติ  ของราษฎรในจังหวัดนี้  เหตุที่การคมนาคมไม่สะดวก นิสสัยใจคอของราษฎรจึงไม่สู้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก  ส่วนมากราษฎรมีนิสสัยใจคออ่อนโยนเรียบร้อยมีความประพฤติดี  ซึ่งจะเห็นได้จากคดีอาชญาที่เกิดขึ้น  มีคดีอุกฉกรรจ์น้อยที่สุด  การกระทำผิดมีน้อยรายที่แสดงการทารุณร้ายกาจ

การเป็นอยู่และการอยู่กินของราษฎรจังหวัดนี้  นับว่าตกอยู่ในฐานะที่ยากจนเป็นส่วนมาก  เนื่องจากการเศรษฐกิจไม่เจริญเพราะการคมนาคมไม่สะดวก  การกินอยู่และการนุ่งห่ม  ราษฎรเป็นผู้กินง่ายอยู่ง่ายและไม่ฟุ่มเฟือยเป็นผู้ที่มัธยัสถ์ดี  ถึงแม้จะยากจนก็ไม่สู้เดือดร้อนถึงกู้หนี้ยืมสินของผู้อื่นมาใช้

เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวกนั้นเองที่ชุมชนในตำบลที่ตั้งศาลากลางจังหวัดนี้มีตลาดค้าขายน้อย  เพราะหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงมีน้อย  ที่ชุมชนตลาดอำเภอวัดป่าอันเป็นที่ตั้งจังหวัดหล่มศักดิ์เก่า  มีตลาดค้าขายและชุมชนหนาแน่นมากว่า  เนื่องจากมีหมู่บ้านและผู้คนตั้งอยู่ใกล้ชิดมากกว่ากัน  โรงจำหน่ายกระแสไฟฟ้า  ประปา  โรงสี  ไม่มีเลย  มีโรงทำน้ำแข็งอยู่ที่อำเภอวัดป่า โรง  ทำน้ำแข็งจำหน่ายได้ฉะเพาะฤดูแล้งเท่านั้น  ทั้งนี้ก็เพราะการคมนามคมไม่ดี  ไม่มีทางส่งไปจำหน่ายนอกท้องที่ได้

สิ่งที่ควรจะทราบอีกอย่างหนึ่ง  คือ  ในจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์มีแร่ทองคำที่เขาน้ำก้ออยู่ในตำบลน้ำก้อ  อำเภอวัดป่า  แร่ทองคำแห่งนี้ได้มีชนชาติอิตาลีเคยไปทดลองทำครั้งหนึ่งเมื่อราว  ..๑๒๒  ได้นำเอาเครื่องจักรไปจัดทำแต่ยังไม่สำเร็จ  ก็ป่วยถึงแก่กรรม  จึงได้ทิ้งเครื่องจักรเครื่องเหล็กอยู่จนบัดนี้  แร่ทองคำในที่แห่งนี้  ราษฎรได้อาศัยร่อนหาแร่ทองคำเป็นการอาชีพอยู่จนบัดนี้  และยังมีอีกหลายแห่งอยู่ในท้องที่อำเภอวัดป่า  และหล่มเก่า  กับอำเภอเมืองเพ็ชร์บูรณ์  ราษฎรได้อาศัยร่อนหาแร่ทองคำเช่นเดียวกัน  แต่บางแห่งราษฎรยังปกปิดไว้  โดยความเชื่อถือผีสางว่า  ถ้าบอกกับผู้อื่นให้รู้   กลัวว่าตนผู้บอกจะตายด้วยอภินิหารของผี  แร่ทองคำที่กล่าวนี้  หากจะมีท่านผู้ใดต้องการดู  สำหรับจะได้คิด  จัดการอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ  เชิญไปพบ  บอกความประสงค์กับข้าพเจ้าได้ 

ข้าพเจ้าพูดกับท่านทั้งหลายมาแล้วนี้  เห็นว่านานพอควรจึงขอยุตติไว้  ขอท่านผู้ฟังทั้งหลายจงมีความสุข สวัสดี.

2เมื่อ พ.ศ. 2435 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้ทำการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ทำการจัดระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาค โดยรวบรวมหัวเมืองสำคัญตามชายแดนของประเทศจัดตั้งเป็นเขตการปกครองขนาดใหญ่ขึ้นมาเรียกว่า “มณฑล” ในมณฑลก็จะแบ่งการปกครองย่อยลงไปเป็น เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน 

ในเวลานั้น ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ในปัจจุบันนี้  มีอยู่ 3 เมืองด้วยกัน คือ เมืองเพ็ชร์บูรณ์ เมืองวิเชียร เมืองหล่มศักดิ์ โดยหล่มเก่าเป็นอำเภอขึ้นกับเมืองหล่มศักดิ์

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2442 ได้มีการประกาศจัดตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ขึ้น ได้โอนเมืองหล่มศักดิ์มาขึ้นกับมณฑลเพชรบูรณ์ ยุบเมืองวิเชียรให้เป็นอำเภอ มาขึ้นกับเมืองเพ็ชร์บูรณ์  มณฑลเพชรบูรณ์ยุคแรกจึงประกอบด้วยสองเมืองคือ เมืองเพ็ชร์บูรณ์ และเมืองหล่มศักดิ์

เมื่อ พ.ศ. 2459 ได้มีการยกเลิกมณฑลเพชรบูรณ์ และในปีเดียวกันนี้ ได้มีประกาศเปลี่ยนคำว่า “เมือง” ให้ใช้คำว่า “จังหวัด”  จึงเกิดเป็นจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ และจังหวัดหล่มศักดิ์  โดยจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ มี 4 อำเภอ แต่ที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดในปัจจุบันอยู่ 2 อำเภอ คือ อ.เมือง และ อ.วิเชียร  ส่วนจังหวัดหล่มศักดิ์ มี 2 อำเภอ คือ อ.เมือง และ อ.หล่มเก่า ซึ่งต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2460 อ.เมือง ของจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อ.เมืองเพ็ชร์บูรณ์  และ อ.เมือง ของจังหวัดหล่มศักดิ์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อ.วัดป่า และใน พ.ศ. 2460 นี้เอง ก็ได้มีประกาศจัดตั้ง กิ่งอำเภอชนแดน ขึ้นกับ อ.เมืองเพ็ชร์บูรณ์

ต่อมา พ.ศ. 2474 ได้ยุบเลิกจังหวัดหล่มศักดิ์ และได้โอน อ.วัดป่า และ อ.หล่มเก่า มาขึ้นกับจังหวัดเพ็ชร์บูรณ์  ดังนั้น จังหวัดเพ็ชร์บูรณ์ จึงมีพื้นที่ 4 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ  คือ อ.เมืองเพ็ชร์บูรณ์ อ.วิเชียร อ.วัดป่า อ.หล่มเก่า กิ่ง อ.ชนแดน และเมื่อ พ.ศ. 2481 อ.วัดป่าก็ได้เปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น อ.หล่มศักดิ์ และเมื่อ พ.ศ. 2489 เป็น อ.หล่มสัก ในที่สุด

สำหรับอำเภอวิเชียรบุรีนั้น เมื่อ พ.ศ. 2482 ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น อ.ท่าโรง ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมที่มีมาแต่โบราณ แต่ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2487 ก็ได้กลับมาใช้ชื่อ อ.วิเชียรบุรี อีกครั้ง

จากนั้น ก็มีการจัดตั้งอำเภอต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมาในจังหวัดเพชรบูรณ์ ดังนี้

กิ่งอำเภอชนแดน ที่ได้ประกาศจัดตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2460  ได้มีประกาศยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอชนแดน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2499

พ.ศ.  2504 ประกาศแยกกิ่งอำเภอหนองไผ่ ขึ้นในพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรี และได้ยกฐานะเป็นอำเภอหนองไผ่ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม  2506 

พ.ศ.  2513 ประกาศแยกกิ่งอำเภอศรีเทพขึ้นในพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรีอีกและได้ยกฐานะเป็นอำเภอศรีเทพ  เมื่อวันที่ 8  สิงหาคม  พ.ศ. 2519

พ.ศ  2518  ประกาศตั้งกิ่งอำเภอบึงสามพันขึ้นที่พื้นที่อำเภอหนองไผ่  และได้ยกฐานะเป็นอำเภอบึงสามพันเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2522

พ.ศ. 2526 ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอวังโป่งขึ้นในพื้นที่อำเภอชนแดน และยกฐานะเป็นอำเภอวังโป่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2533

พ.ศ. 2521 ประกาศตั้งกิ่งอำเภอน้ำหนาว ขึ้นกับอำเภอหล่มเก่า และได้ยกฐานะเป็นอำเภอน้ำหนาว เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2534

พ.ศ. 2527 ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอเขาค้อ ในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์และอำเภอหล่มสัก และได้ยกฐานะเป็นอำเภอเขาค้อ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2534

ปัจจุบันนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์จึงประกอบด้วย 11 อำเภอ คือ อ.เมืองเพชรบูรณ์ อ.หล่มสัก อ.หล่มเก่า อ.วิเชียรบุรี อ.ชนแดน อ.หนองไผ่ อ.ศรีเทพ อ.บึงสามพัน อ.วังโป่ง อ.น้ำหนาว และ อ.เขาค้อ

สำหรับความเป็นมาของชื่อแต่ละอำเภอนั้น มีดังนี้

  1. เพชรบูรณ์ เป็นชื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงมาจากชื่อดั้งเดิม คือ เพชบุระ ซึ่งแปลว่า เมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร
  2. หล่มเก่า ชื่อดั้งเดิมคือ เมืองลุ่ม ลุมบาจาย เมืองหล่ม และหล่มสัก อยู่ริมน้ำพุง ต่อมาเมื่อมีการตั้งเมืองหล่มสักแห่งใหม่ เมืองหล่มเดิมจึงกลายเป็น หล่มเก่า
  3. หล่มสัก เป็นเมืองตั้งใหม่ริมน้ำสัก โดยใช้ชื่อ หล่มสัก ซึ่งเป็นชื่อของเมืองเดิมที่อยู่ริมน้ำพุง และเมืองเดิมก็เปลี่ยนเป็นหล่มเก่า
  4. วิเชียรบุรี เดิมชื่อ เมืองศรีเทพ เมืองท่าโรง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วิเชียร ตามชื่อเขาแก้วหรือเขาถมอรัตน์ และเป็นวิเชียรบุรีในที่สุด
  5. ชนแดน ตั้งชื่อตามลักษณะที่ตั้งที่เป็นเขตชนแดนกันระหว่าง เพชรบูรณ์ พิจิตร และพิษณุโลก
  6. หนองไผ่ ตั้งชื่อตามหนองน้ำที่มีต้นไผ่ขึ้นอยู่ล้อมรอบ
  7. ศรีเทพ ตั้งชื่อตามเมืองโบราณศรีเทพ
  8. บึงสามพัน ตั้งชื่อตามลำน้ำที่เชื่อว่าในสมัยก่อนมีจระเข้ชุกชุมถึง 3000 ตัว
  9. วังโป่ง เดิมชื่อ วังดินโป่ง ตั้งชื่อตามวังน้ำที่มีดินโป่ง
  10. น้ำหนาว ตั้งชื่อตามถ้ำใหญ่น้ำหนาว
  11. เขาค้อ ตั้งชื่อตามภูเขาลูกหนึ่งในพื้นที่ที่มีต้นค้อขึ้นมากมา

อนึ่ง สำหรับชื่ออำเภอเมืองเพชรบูรณ์นั้น การเขียนชื่อต้องเขียนเต็มว่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ หรือถ้าจะเขียนย่อ ต้องเขียนว่า อำเภอเมืองฯ แต่ถ้าเขียนว่า อำเภอเมือง เฉย ๆ ถือว่าไม่ถูกต้องครับ

13041195_981367921955237_6100053270678696104_o ความภูมิใจแห่งหล่มสัก (Lomsak Museum : Pride of Lomsak) จัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเมืองหล่มสักทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตการทำมาหากิน ชาติพันธุ์ ภาพในอดีต และสถานที่สำคัญในอดีต ฯลฯ โดยชั้นล่างจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเมืองหล่มสัก ส่วนชั้นบนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทหล่ม ด้วยเหตุนี้เอง จึงจะตั้งชื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่า พิพิธภัณฑ์เมืองหล่มศักดิ์ หรือพิพิธภัณฑ์ไทหล่ม ไม่ได้ เพราะหากเอาชื่อใดชื่อหนึ่งมาตั้ง ก็จะขาดความหมายที่มีนัยยะสำคัญของการจัดแสดงอีกด้านหนึ่งไป จึงเลือกใช้ชื่อ พิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์เป็นชื่อที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้ง 2 ด้านได้หมดมากกว่า .. 

     ที่ใช้ชื่อ หล่มศักดิ์ “ศ” เพราะว่า เป็นการสะกดแบบโบราณมาช้านาน ซึ่งเพิ่งจะเปลี่ยนมาเป็น “หล่มสัก” อย่างถูกต้องเมื่อ พ.ศ. 2489 นี้เอง จึงอยากจะอนุรักษ์การสะกดแบบเดิมไว้ให้คนหล่มรุ่นหลังได้เรียนรู้อดีตของบ้านเมืองตนครับ

     โลโก้ของพิพิธภัณฑ์ เป็น “ล” ในอักษรธรรมลาว ซึ่งเป็นตัวอักษรชั้นสูงที่ใช้ในวัฒนธรรมล้านช้างอันเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทหล่ม ซึ่งใช้เป็นพยัญชนะต้นในคำเขียนดั้งเดิมที่เรียกหล่มสักว่า “ลมสัคอัคคบุลี”..

     นอกจากนั้น “ล” ยังมีลักษณะเหมือนสายน้ำและมีหัว 2 ด้าน หมายถึง 2 นที 2 บุรี .. ซึ่งอาจสื่อถึง 2 เมืองคือ หล่มเก่าและหล่มสัก ส่วนการคดโค้งอาจสื่อถึงสายน้ำทั้ง 2 สาย คือน้ำพุงและน้ำสักที่เชื่อมต่อกัน อันเป็นที่ตั้งของ 2 เมืองที่สืบเนื่องกัน เป็นไทเดียวกัน มีรากเหง้าเดียวกัน

     รูปแบบสถาปัตยกรรมของอาคารพิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์นี้ เป็นแบบโคโลเนียล (Colonial ) เพื่อรำลึกย้อนยุคไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเริ่มสร้างจวนเจ้าเมืองและศาลกลางเมืองให้กับเมืองต่าง ๆ ทั้งนี้ เพราะบริเวณที่สร้างพิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์นี้ เคยเป็นที่ตั้งของจวนเจ้าเมืองหล่มสักมาก่อน และได้กลายเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานเทศบาลเมืองหล่มสักในภายหลัง

     การปกครองบ้านเมืองในสมัยก่อน ผู้ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง นอกจากจะหารายได้ด้วยตัวเองในทางที่ชอบแล้ว ยังต้องมีที่ดินและปลูกบ้านสร้างเรือนที่อยู่เอาเอง บ้านของเจ้าเมืองจะเรียกว่า “จวน” เป็นทรัพย์สินส่วนตัวและจะไม่มีที่ตั้งประจำ ขึ้นอยู่กับหลักแหล่งของเจ้าเมืองแต่ละคนว่าตั้งบ้านเรือนอยู่ตรงไหน 

     จวนเจ้าเมืองในสมัยก่อน นอกจากจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ยังใช้เป็นสถานที่ว่าราชการไปในตัวด้วย และจะปลูกศาลาโถงไว้ข้างนอกรั้วด้านหน้าจวนหลังหนึ่ง เรียกว่า “ศาลากลาง” ใช้เป็นที่สำหรับประชุมกรมการเมืองหรือใช้เป็นศาลชำระความ .. จวนและศาลากลางจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างควบคู่กันมาแต่โบราณ เมื่อจวนตั้งอยู่ที่ไหน ศาลากลางก็จะตั้งอยู่ที่นั่นด้วย ไม่แยกกันอยู่อย่างในปัจจุบัน

     ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2435 ได้มีการปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินและได้มีการจัดตั้งมณฑลขึ้น เจ้าเมืองและสมุหเทศาภิบาลจะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายจากทางราชการสลับสับเปลี่ยนไปมา ฉะนั้น ทางราชการจึงได้สร้างศาลากลางและจวนที่พักประจำเป็นส่วนกลางของทางราชการขึ้น ให้กับเจ้าเมืองแต่ละคนที่ได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นเจ้าเมือง โดยไม่ต้องไปหาที่อยู่ใหม่เพื่อสร้างเป็นจวนของตัวเองอย่างแต่ก่อน แม้ว่าต่อมาทางราชการจะจัดที่อยู่บ้านพักให้กับเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการ ก็ยังนิยมเรียกบ้านพักนั้นว่า จวน เช่นเดิม 

     การศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเมืองหล่มสักและวัฒนธรรมไทหล่ม .. ต้องใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าด้วยความใส่ใจ ทุ่มเท .. โดยสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ศึกษาเอกสารและภาพถ่ายมากมาย ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ จึงสามารถสรุปและนำเสนอเป็นรูปธรรมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ .. ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้คนหล่มสักได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ อันเป็นรากเหง้าตัวตนที่แท้จริงของบรรพบุรุษและของตัวเอง .. เพื่อให้เกิดสำนึกรักหล่มสักบ้านเรา อันจะเป็นพลังในการพัฒนาบ้านเมืองของเราต่อไป  ส่วนเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว จะเป้นวัตถุประสงค์อันดับ 2 รองลงไปครับ

การศึกษารวบรวมข้อมูลและจัดรูปแบบการนำเสนอโดยสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ดำเนินการก่อสร้างและบริหารโดยเทศบาลเมืองหล่มสัก .. ต้องขอขอบคุณท่านนายกเทศมนตรีเมืองหล่มสัก กิตติ พั้วช่วย ที่เห็นความสำคัญและทุ่มเทให้กับงานวัฒนธรรมท้องถิ่นไทหล่มครับ … 12973107_981368195288543_4938168119970058404_o.jpg

Collage_Fotor06เมืองโบราณนครเดิด และเมืองราด พ่อขุนผาเมือง

เมืองนครเดิด ข้อต่อประวัติศาสตร์เพชรบูรณ์ที่หายไป .. ปริศนาที่รอการพิสูจน์ ??

เมืองนครเดิดน่าจะเป็นชุมชนโบราณ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ  2000-1500 ปีมาแล้ว เนื่องจากพบหลักฐานทางโบราณคดี ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ ลูกปัดหิน แวดินเผา เป็นต้น และมีการพัฒนาเป็นเมืองในสมัยทวารวดี เนื่องจากพบแนวคันดินบางส่วนและพบแนวกำแพงอิฐ ลักษณะอิฐเป็นแบบทวารวดี มีขนาดใหญ่ มีแกลบข้าวผสมอยู่  ลักษณะผิวขรุขระ มีเนื้อดินสีแดงเหมือนสีหมากสุก และน่าจะมีการสร้างโบราณสถานขึ้นอย่างน้อย 2 แห่ง เนื่องจากพบเนินโบราณสถานที่มีเศษอิฐลักษณะเดียวกันกระจายอยู่ แต่สภาพปัจจุบันถูกทำลายลงไปมาก และต่อมาน่าจะมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องกันมาจนถึงสมัยสุโขทัย เนื่องจากพบภาชนะดินเผาสมัยสุโขทัยจากเตาเผาสุโขทัย   ต่อมาคงถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นป่าทึบ จนกระทั่งเมื่อ 70-80 ปีก่อน จึงมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนในปัจจุบัน  กลายเป็นหมู่บ้านดงเมือง ตำบลลานบ่า อำเภอหล่มสัก

หลักฐานที่ขุดพบ

  • โครงกระดูกมนุษย์ โดยมีโบราณวัตถุฝังร่วมกับศพได้แก่ ลูกปัดหินอาเกต  ลูกปัดคาร์เนเลี่ยน ลูกปัดหินหยก แวดินเผา ตุ้มหูหิน เป็นต้น
  • แท่นหินบด ทำจากหินแกรนิต
  • ภาชนะดินเผาประเภท ไหปากผาย  ไห 4 หู  ไหปาก 2 ชั้น มีการตกแต่งด้วยลายกด ขูดขีด และเคลือบ
  • เครื่องมือเหล็ก สภาพขึ้นสนิม และผุกร่อนมาก
  • อิฐขนาดใหญ่ มีแกลบข้าวผสมอยู่ ขนาดความยาวประมาณ 40 เซนติเมตร ความกว้งประมาณ 20 เซนติเมตร ความหนา 7.5 เซนติเมตร
  • มีสระน้ำโบราณ 3 แห่ง แต่ตื้นเขินหมด เหลือมองเห็นเพียงขอบสระ

ปัจจุบัน มีหลักฐานที่เป็นโบราณสถานเหลือเพียงซากแนวสันคูเมือง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ถนนทางเข้าหมู่บ้านเป็นเนินดิน จากทิศเหนือเฉียงไปทางทิศตะวันตก ทิศใต้และวกกลับไปทางทิศตะวันออกเข้าหมู่บ้านไปจรดแม่น้ำป่าสัก บริเวณฝั่งแม่น้ำป่าสักทางทิศเหนือมีซากกำแพงเมืองซึ่งก่อด้วยอิฐ ชาวบ้านเรียกพื้นที่บริเวณนั้นว่า “วังอิฐ”

Screen Shot 2016-11-27 at 20.19.21เมืองนครเดิด มีตำนานกล่าวขานและมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่เชื่อมโยงมาถึงตำนานเรื่องอื่น ๆ ในเพชรบูรณ์ เช่น ตำนานพระนางสิงขรเทวี ตำนานถนนกุดของบ้านดงมูลเหล็ก ตำนานแม่นางผมหอมของวัดโพธิ์เย็นในเมืองเพชรบูรณ์ เป็นต้น ส่วนชื่อ “นครเดิด” นั้น ชาวบ้านเล่าต่อ ๆ กันมาว่า เดิมในสมัยที่เป็นเมืองของขอมนั้น ซึ่งคนพื้นที่ในสมัยโบราณพากันเรียกขอมที่เข้ามายึดครองพื้นที่แถบนี้ว่า เดช หมายถึงผู้มีฤทธิ์ เป็นที่เกรงขามของคนทั่วไป จึงเรียกเมืองโบราณนี้ว่า นครเดช และต่อมาก็กร่อนมาเป็น นครเดิด ตามการออกเสียงของคนพื้นเมืองโบราณ

นอกจากนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาไทย ได้ทรงบันทึกไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดีเรื่อง “ความไข้ที่เมืองเพชรบูรณ์” เมื่อคราวที่เสด็จมาตรวจราชการที่มณฑลเพชรบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2447 ว่า “มีเมืองโบราณเมืองหนึ่ง เรียกกันว่า เมืองนครเดิด แต่อยู่ในดงทึบ ยังมีแต่เทือกเนินดินเป็นแนวกำแพง และมีสระอยู่ในเมืองสระหนึ่งเรียกว่า สระคงคา บางคนได้เคยไปพบหัวยักษ์ทำด้วยหิน พอเชื่อได้ว่าเป็นเมืองพวกขอมสร้างไว้ ….. “

Screen Shot 2016-11-27 at 20.19.57ฉะนั้น จากการสำรวจแนวกำแพงเมือง โบราณสถาน โบราณวัตถุ และหลักฐานทางโบราณคดีต่าง ๆ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าเมืองนครเดิด เป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์และเป็นชุมชนที่มีผู้คนตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งมั่นคงต่อเนื่องกันมานาน ผ่านสมัยทวารวดี สมัยขอม จนมาถึงสมัยสุโขทัย ซึ่งหากมีการสำรวจกันอย่างจริงจัง น่าจะมีข้อมูลทางโบราณคดีที่จะสามารถเชื่อมโยงและไขปริศนาประวัติศาสตร์ส่วนที่ขาดหายไปของดินแดนแถบนี้ของจังหวัดเพชรบูรณ์ได้ ..

นัยยะสำคัญในความเก่าแก่ของเมืองนครเดิดนั้น น่าจะเป็นหลักฐานแสดงถึงความมีอยู่จริงของเมืองโบราณสำคัญด้านตะวันออกของกรุงสุโขทัย และอยู่ร่วมสมัยกับพ่อขุนผาเมืองด้วย  จึงสามารถใช้เป็นข้อสันนิษฐานตอบปริศนาที่ว่า  เมืองราด อยู่ที่ไหน ???  ซึ่งคำตอบก็คือ บริเวณส่วนนี้ของอำเภอหล่มสักนี่เอง จึงน่าจะข้อสมมติฐานมีน้ำหนักมากที่สุด ซึ่งก็สอดคล้องกับเรื่องราวตามความเชื่อตามประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่ว่า เดิมนั้น เมืองนครเดิดเคยเป็นเมืองในปกครองของขอมในที่สมัยขอมมีอำนาจครอบครองดินแดนสุวรรณภูมิแถบนี้  ต่อมา พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดที่มาจากล้านนา มาตีได้เมืองนครเดิดและเมืองศรีเทพ แต่ก็ได้สร้างเมืองราดขึ้นมาแทน ซึ่งห่างจากที่ตั้งเมืองนครเดิดประมาณ 5 กิโลเมตร นั่นคือบริเวณตำบลบ้านหวายนั่นเอง  ..


Screen Shot 2016-11-28 at 12.54.53

ข้อสันนิษฐานที่ว่า เมืองราดอยู่ที่หล่มสักนั้น  เพราะนอกจากหลักฐานเรื่องเมืองโบราณนครเดิดแล้ว ยังสามารถสันนิษฐานได้จากหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นศิลาจารึก ดังนี้
     1.  จารึกหลักที่ 2 วัดศรีชุม ที่ได้กล่าวถึงประวัติพ่อขุนผาเมืองไว้ว่า ลูกพ่อขุนศรีนาวนำถมชื่อว่า พ่อขุนผาเมือง เป็นขุนในเมืองราดเมืองลุม และกล่าวถึงเมืองราดคู่กับเมืองสะคาอีกด้วย
     2.  จารึกหลักที่ 8 เขาสุมนกูฎ  ในสมัยพระยาลิไท กล่าวถึงเมืองบริวารของสุโขทัย หนึ่งในนั้นมีชื่อเมืองราดอยู่ด้วย ซึ่งสามารถวางตำแหน่งที่ตั้งเมืองที่อยู่ระหว่างทิศเหนือกับทิศตะวันออกของสุโขทัย ได้ 3 เมือง คือ เมืองราด เมืองสะค้า และเมืองลุมบาจาย
     3.  จารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหง กล่าวถึงอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยทางทิศตะวันออก ว่ามีเมืองลุมบาจาย สคา
จะเห็นได้ว่า ตามจารึกทั้ง 3 หลักนั้น เมืองราดจะเป็นเมืองคู่กัน หรืออยู่กลุ่มเดียวกันกับเมืองลุมหรือลุมบาจาย และเมืองสะค้า และอยู่ทางทิศตะวันออกของสุโขทัย ซึ่งเมื่อมีการตีความเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า เมื่อเมืองลุมหรือลุมบาจายนั้น ก็คือเมืองหล่ม ส่วนเมืองสะค้า จะอยู่ใกล้แม่น้ำโขง ทางตอนเหนือของภาคอีสาน ซึ่งก็เป็นทิศทางเดียวกันกับเมืองหล่ม ฉะนั้น เมืองราดจะไปอยู่ที่อื่น ๆ ใดไม่ได้เลย นอกจากจะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ หรืออยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเมืองหล่มนี่เอง

ที่สำคัญที่สุด ก็คือ อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ได้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่อำเภอหล่มสักนั้น  เริ่มต้นโดยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2518 มอบให้ กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เป็นผู้สร้าง ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2520 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง เมื่อสร้างพระรูปพ่อขุนผาเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ได้อัญเชิญมาประดิษฐานบนพระแท่น เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมืองเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2527 จะเห็นได้ว่า การดำเนินการก่อสร้างนั้น ได้ใช้เวลาผ่านมาหลายยุคหลายสมัยเป็นเวลาถึง 9 ปีกว่า ผ่านหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่โดยตรง และมีการลงมติกลั่นกรองมาหลายชั้นจากหลายรัฐบาล จนกระทั้งดำเนินการสร้างเสร็จและเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณมาวางศิลาฤกษ์และทรงประกอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์อีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันอย่างโมเมหรือรวบรัดกระทำโดยเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักแต่ประการใด

 

Screen Shot 2016-11-28 at 12.55.08

นอกจากนั้น กลิ่นอายของพ่อขุนผาเมืองและเมืองราด ที่มีปรากฏอยู่ทั่วไปในดินแดนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมืองและชื่อของพ่อขุนผาเมือง ชื่อของเมืองราด ที่มีปรากฎอยู่ในสิ่งของและสถานที่ทุกหนทุกแห่งในเพชรบูรณ์ เช่น ค่ายพ่อขุนผาเมือง สะพานพ่อขุนผาเมือง โรงเรียนพ่อขุนผาเมือง ฯลฯ  และยังมีเรื่องราวพ่อขุนผาเมืองปรากฏอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตำนาน นิทาน ความเชื่อ สถานที่ วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ทั้งในดินแดนหล่มสักและหล่มเก่า และอยู่ในจิตใจของชาวเพชรบูรณ์ทุกคนตลอดมา เช่น ตำนานอุ้มพระดำน้ำและพระพุทธมหาธรรมราชา ตำนานแม่นางเข็มทองที่วัดตาล เรื่องราวเกี่ยวกับข้าวสารดำ เจดีย์พ่อขุนผาเมืองและเจดีย์พระนางสิขรเทวี เป็นต้น .. ในขณะที่สถานที่อื่น ๆ ไม่มีกลิ่นอายเช่นนี้เลย

ฉะนั้น ใครที่จะมากล่าวอ้างว่า เมืองราดของพ่อขุนผาเมืองนั้นอยู่ที่อื่น  ไม่ได้อยู่ที่ หล่มสัก นั้น ก็คงต้องหาหลักฐานที่หนักแน่นกว่าคำกล่าวความเห็นธรรมดา ๆ มาหักล้างข้อสมมติฐานอันหนักแน่นของชาวหล่มสัก ชาวเพชรบูรณ์เช่นนี้

Screen Shot 2016-11-28 at 12.55.43

ข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 2 วัดศรีชุม ตอนท่ี 3 บันทัด 20-41 อักษรปัจจุบัน ในส่วนที่กล่าวถึงพ่อขุนผาเมือง
ด้านหนึ่ง ชำรุด ชำรุด ชำรุด ชำรุด …………..สํเดจพระส….ผูเปน. …………..มิอสํเดจพระ….สรี………… ……….มหา….สรีสรธาราชจูลามูณีสรีรดดนลงกาทีบมหาสามิเปน (เจา)…….. มาวลิก คงคา ในลงกา…..ดเมิองกำพไล เถิง..ิยสํเดจหา ……….ทีนนนก่พระ (ท) นตธาดุสูคนธเจดีมีสาม…….นนน ……….กในนครสรลวงสองแฅวปูชีพรญาสรีนาวนำถํ…..เปนพ่ ………สรางในนครสองอนนอนนนิงชีนครสุกโขไทอนนนิงชีนครสรีเ (ส) ชนาไล..พระส………………….นนน… …………………………งเปนขุนยิขุนนางนกก. …………..เมิองชลยง………ง….พขุนนำถํ..ห… …….. …………….ดา …เบิองในหรดี เถิงฉอดสองเหมิน ……..สีพยา (ม) …….. เบิองหววนอนสองแสนพยา (ม) ..าว เบิอ งตีนนอนเถิง…ด…… เมิอ…ค…….พขุนนำถํดายไ.เมิองสุก โขไท..พ..หย……….อนนพ…..งวงรู๋วงัชางแกลวหาน……. ……..เขา……ห…..นน…หววชางดวยอีแดงพุะเลิง……. ……….พขุนนำถํใส…….อีแดงพุะเลิงใหญปรมานเทาบาดเว…เมิ องแทงเมิองสุกโขไท พขุนนำถํ….ก..กใหเขาเ..ันแกทานแล .พิ……. .ก..สอง…….ัง…นจกก..กรท…ลูกพขุนสรีนาวนำถํผูนี (งชี) พรญาผาเมิองเปนขุน ในเมิองราด เมิองลุม …..ก..ลงแสนชางหมากรอบบานเมิองอ (อ) กหลวงหลายแกกํ เมิอกอนพขุน บางกลางหาว .. ไป เมิองบางยางใหเอาก. พลพขุน ผาเมิองเจาเมิองราดพาพขุนผาเมิองผดาจ (กนน) แลกนน พขุนบางกลางหาวไดเมิองสริเสชนาไล……พขุนผาเมิองเจาเมิองราดเอาพลมา …..บางขลง … เวนบางขลงแกพขุนผาเมิองแลวพขุนผาเมิองเอาพลเมิอเมิองราด เมิองส คาได…….สริเสชนาไลสุกโขไทขอมสมาดโขลญลำพงรบ….. แลวพขุนบางกลางหาวไป ….พลพขุนผาเมิองเจาเมิองราดมา…ใหผชุ?พล พขุนบางกลางหาวแลพขุนผาเมิองขี ชาง…………พรญาผสบกนน…….ตินใหขีดวยกนนเหนิอหววชาง ปรค๋นแลวพ ขุนบางกลางหาวแลขอมสมาดโขลญลำพงรบกนน พขุนบางกลางหาวใหไปบอกแกพขุนผาเมิองพขุ นผาเมิอง…….(ขอม)สมาดโขลญลำพงห..พายพง พขุนผาเมิองจิงยงัเมิองสุกโข ไทเขาได เวนเมิองแกพขุนบางกลางหาว พขุนกลางหาวมิสูเขาเพิอเกรงแกพระสหายพขุนผา เมิองจิงเอาพลออกพขุนกลางหาวจิงเขาเมิอง พขุนผาเมิองจิงอภิเสกพขุนบางกลางหาวให เมิอ งสุโขไทใหทงัชีตนแกพระสหายรยกชีสริอินทรบดินทราทิตย นามเดิมกมรแดงอญผาเมิอง เมิอ กอนผีฟาเจาเมิองสริโสธรปุรใหลูกสาวชีนางสิขรมหาเทวีกบบขนนไชยสรีใหนามกยรแกพขุนผาเมิอ งหยมพขุนบางกลางหาวไดชีสรีอินทรบดีนทราทิตยเพิอพขุนผาเมิองเอาชีตนใหแกพระสหายอิก เมิองสุโขไทเพิอนนน พขุนสริอินทรบดินทราทีตยแลพขุนผาเมิองเอาพลตบกนนพาทวว…. ก.เ..แตเมิอเพรงเตรลาคลาทุกแหงทุกพายตางคนตางเมิอบานเมิอเมิองดงัเกาลูกพขุนสริอิ นทราทีตยผูนิงชีพขุนรามราชปราญารูธรรมกอพระสรีรดดนธาดุอนนนิงในสรีสชนาไลหลานพขุนสริ อินทราทีตยผูนิงชีธรมราชาพุ. รูบุนรูธรรมมีปรีชญาแกกํบ่มิกล่าวถีเลย พขุนผาเมิองเจ๋าเมิอง ราดนน๋นใหส่างเจดีมีคูแกฝูงทาวพรญาเปนอาจารพรนธิบาลแกฝูงกสดตราธิราชทงัหลายมา …ยในสริเสชนาไล…ทุกแหงใหเปนบู…..สพายลูนปูนหลงั ทงัหลายญอมให…สรร เลิกโอยทานพ….ครูหนกกหนาแกกํ มีหลานพขุนผาเมิองผูนิงชีสํเดจพระมหาเถรสรีสรธา ราชจูลามูนีสรีรดดนลงกาทิบมหาสามิเปนเจาพระมหาเถรสริสรธาราชจูลามูนีหลานพ่(ขุน) ผาเมิ องน๋นนผูเชิอมกกกทำบุนยกทำธรรม มกกโอนทานทุกเมิอบ่คิดแคนจกกใหแกทาน…. งสอาดงามหนกกหนาจิงโอยทานบินทีบาดโอยทานบ่มิขาดสกกอนนโอย ……….

 

 

2534.jpgUm Phra Dam Nam : The Holy Ceremony of Phechabura

Phra Buddha Maha Dhammaraja is the holy Buddha image and has been worshiped by the people of Phetchabun since ancient time, which they have respectfully brought to the Diving Buddha ceremony. The ceremony of diving Buddha image in Phetchabun is held once a year. The festival usually takes place on the 15th day of the 10th waning moon. The image presents abode at Tri Bhumi Temple, Muang District, Phetchabun. The image sits in the crossed leg meditation posture, in the style of the Lopburi school of Khmer-influenced art and is casted from bronze; the lap is 13 inches wide and the height is 18 inches. There is no platform. The image has a wide face, a protruding mouth and his long ears touching the shoulder. He dresses with royal dress, gorgeous diadem, bracelet and sash. 

The People of Phetchabun believe that Pho Khun Pha Muang who was the Lord of Rad (Lom-Sak district) received the image from Jayavaraman VII who was a king of the Khmer Empire to present abode as a symbol of the state and he also allowed his royal daughter, Singkhondevi, to be married with Pho Khun Pha Muang. Pho Khun Pha Muang marched his army to cooperate with Pho Khun Bang Klang Hao who was the ruler of the city-state Bang Yang (Nakorn Thai District), his friend, to defeat the Khmer troops out of Sukhothai and to liberate Thai from the Khmer rule that made Singkhondevi wroth so that she brunt Muang Rad crushingly. She then decided to commit suicide by diving in Pasak River. So the troops and the court officials must move the image by rafting along Pasak River for safety. But the river was devious and torrent that made the raft break. The image drowned to the bottom of the river and disappeared until the villagers who went fishing in Pasak River found it. From there on, the people have held the diving Buddha ceremony every year.

The Diving Buddha formerly was called “Sart Thai Festival”, “Bathing Buddha Festival” and “Tri Bhumi Temple Boat Racing Festival”. Now it is officially called “The Diving Buddha” (Um Phra Dam Nam).  The people of Phetchabun believe according to legend that around approximately 400 years ago, a group of villagers went fishing in the Pasak River as usual. After fishing all day long, but caught nothing, they took a rest at Wang Makham Fab near the river bank. There was the mysterious phenomenon; there were the storm and the thunder. Suddenly, there was giant whirlpool from the normally quiet river, a Buddha image emerged from the middle of the whirlpool. The villagers believed it that was a sacred omen, brought it back with them and gave it to the city ruler. It was moved to be enshrined at Tri Bhumi Temple which is the most important temple at the city. The following year, on the 15th day of the 10th waning moon, the Buddha image disappeared from the temple. Astonished, the people found the image floating in the river at the first point that it had emerged. They brought the image back to the temple and made a consensus that the ruler of Phetchabun will respectfully bring the image back to dive at Wang Makham Fab on the 15th day of the 10th waning moon each year to mark the event. So the Diving Buddha has been the Phetchabun festival since that time.