Feeds:
Posts
Comments

Archive for October, 2014

ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนวัฒนธรรม เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

ชุมชนวัฒนธรรมกลุ่ม วัดช้างเผือก (ชุมชนเทศบาลที่ 1, 4)

ชุมชน 1  นารีพัฒนา (ชื่อเดิม บ้านหนองนารี)

สถานที่สำคัญ

หนองนารี และอุทยานวิทยาศาสตร์

ศาลาพาเพลิน

สนามกอล์ฟ(สนามบินเก่า)

โรงเรียนเทศบาล 3 (ชาญวิทยา)

วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์

โรงเรียนเพชรพิทยาคม

โรงเรียนวิทยานุกูลนารี

โรงเรียนบ้านหนองนารี

ถนนรัฐวัฒนา

คลองแม่น้ำเก่า

โรงพยาบาลเพชรบูรณ์

สิ่งของสำคัญ

เรือยาว แม่นวลศรี

เรือยาว เนตรนภา

วัฒนธรรมสำคัญ

ประเพณีลอยกระทง หนองนารี

ชุมชน 4 ช้างเผือกพัฒนา (ตั้งชื่อตาม วัดช้างเผือก)

สถานที่สำคัญ

วัดช้างเผือก

ถนนบุรกรรมโกวิท

แยกโพธิ์ล้ม

คลองบ้านสะเดียง

คลองสาน

สิ่งของสำคัญ

พระประธานในโบสถ์วัดช้างเผือก

พระพุทธรูปโบราณในวัดช้างเผือก

วัฒนธรรมสำคัญ

ทอดผ้าป่าประจำปี วัดช้างเผือก

ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ วัดช้างเผือก

ตำนานเจดีย์ใจร้าย – ใจดี

ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนวัฒนธรรม เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

ชุมชนวัฒนธรรมกลุ่ม วัดทุ่งสะเดียง (ชุมชนเทศบาลที่ 2, 3)

ชุมชน 2 คลองสานพัฒนา (ชื่อเดิม บ้านสะเดียง ตั้งชื่อชุมชนตามคลองสาน)

สถานที่สำคัญ

คลองสาน

โรงเรียนสำราญราษฎร์วิทยา

แยกหมอกาว

ถนนบุรกรรมโกวิท

วัฒนธรรมสำคัญ

เพลงฉ่อยบ้านสะเดียง

ชุมชน 3 สะเดียงพัฒนา (ชื่อเดิม บ้านสะเดียง)

สถานที่สำคัญ

วัดทุ่งสะเดียง

โรงเรียนบ้านสะเดียง

ตลาดสะเดียง

แยกสะเดียง

ถนนบุรกรรมโกวิท

คลองสะเดียง

สิ่งของสำคัญ

เรือยาวเทพทุ่งทอง

เรือยาวธิดานาคราช

เรือยาวแม่หาดทอง

เรือยาวแม่ทองศรี

วัฒนธรรมสำคัญ

วงดนตรีพื้นบ้านตุ๊บเก่ง

ทอดผ้าป่าประจำปี วัดทุ่งสะเดียง

ประเพณีก่อเจดีย์ทรายกลบธาตุ วัดทุ่งสะเดียง

ภาษาสะเดียง

ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนวัฒนธรรม เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

ชุมชนวัฒนธรรมกลุ่ม วัดมหาธาตุ (ชุมชนเทศบาลที่ 5, 6, 7)

ชุมชน 5 พัฒนาสามัคคี (ตั้งชื่อตามถนนสามัคคีชัย)

สถานที่สำคัญ

ถนนสามัคคีชัย (ถนนนอก)

ซอยต้นมะขาม

โรงสีไฟไหม้

คลองคู

สำนักงานไร่ยาสูบ

แนวเนินดินกำแพงเมืองสมัยสุโขทัย

ศาลเจ้าย่า

วัฒนธรรมสำคัญ

ประเพณีตักบาตรวันส่งท้ายปีเก่า

ชุมชน 6  สมาคมพัฒนา (ตั้งชื่อตามสมาคมพาณิชย์เพชรบูรณ์)

สถานที่สำคัญ

สมาคมพาณิชย์ เพชรบูรณ์

ตลาดเทศบาล 1

ตลาดเทศบาล 2

หอนาฬิกาแชมป์โลกคู่แฝด

วัดมหาธาตุ

คลองตลุก

สิ่งของสำคัญ

หลวงพ่อเพชรมีชัย หลวงพ่อพระงาม วัดมหาธาตุ

เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หลังโบสถ์ วัดมหาธาตุ

พระปรางค์ 2 องค์ หน้าโบสถ์ วัดมหาธาตุ

วัฒนธรรมสำคัญ

วันลูกกตัญญู วัดมหาธาตุ

เทศน์มหาชาติ วัดมหาธาตุ

ประเพณีปิดทองหลวงพ่อเพชรมีชัย วัดมหาธาตุ

ชุมชน 7 เพชรนิกรบำรุง (ตั้งชื่อตามถนนนิกรบำรุง)

สถานที่สำคัญ

วิทยาลัยสารพัดช่าง

ศาลากลาง (หลังเก่า)

ศาลยุติธรรม(หลังเก่า)

จวนผู้ว่าฯ (หลังเก่า)

สถานีตำรวจภูธรเพชรบูรณ์

โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์

โรงเรียนโฆษิตวิทยา

สำนักงานเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

คลองตลุก

คลองข้างสารพัดช่าง

แยกไปรษณีย์เก่า

วัฒนธรรมสำคัญ

ตำนานสถานที่พระยาพักช้าง (สถานีตำรวจ)

ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนวัฒนธรรม เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

ชุมชนวัฒนธรรมกลุ่ม วัดโพธิ์เย็น ไตรภูมิ ประตูดาว โบสถ์ชนะมาร (ชุมชนเทศบาลที่ 8, 9)

ชุมชน 8 ในเมืองพัฒนา (ชื่อเดิม บ้านในเมือง)

สถานที่สำคัญ

กำแพงเมืองเก่า ป้อมหลักเมืองและประตูชุมพล

หอนิทรรศน์กำแพงเมืองเพชรบูรณ์

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

วัดไตรภูมิ

ปรางค์ทรงอยุธยา วัดไตรภูมิ

วัดโพธิ์เย็น (วัดศพ)

ตลาดน้อยในเมือง

แม่น้ำป่าสัก

ตลาดดาวเฮง (โรงเรียนโฆษิวิทยาเก่า)

คลองแสนพญาโศก

คลองศาลา

คลองแม่น้ำเก่า

หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ (ศาลาประชาคมเก่า)

แยกในเมือง

แยกโรงเรียนโฆษิตเก่า

สิ่งของสำคัญ

ศิลาจารึกเสาหลักเมือง

พระพุทธมหาธรรมราชา วัดไตรภูมิ

พระประธานในโบสถ์ วัดไตรภูมิ

เรือยาว มณีสายชล

เรือยาว มังกรทอง

วัฒนธรรมสำคัญ

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ วัดไตรภูมิ

การแข่งเรือทวนน้ำ หน้าวัดไตรภูมิ

ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุสงกรานต์ วัดโพธิ์เย็น

ตำนานนางผมหอม

ชุมชน 9 เก้าดาว (ตั้งชื่อตามวัดประตูดาว ชื่อเดิม บ้านฟากห้วย)

สถานที่สำคัญ

วัดประตูดาว

วัดโบสถ์ชนะมาร

กำแพงเมืองเก่า ประตูดาวและป้อมสนามชัย

ตลาดข้างวัดประตูดาว

แยกต้นหว้า

แม่น้ำป่าสัก

คุ้งแม่น้ำป่าสักที่ประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ วัดโบสถ์ชนะมาร

คลองเรือ

เกาะแซงแซว

ถนนสนามชัย

สิ่งของสำคัญ

เรืออัญเชิญองค์พระอุ้มพระดำน้ำ วัดโบสถ์ชนะมาร

วัฒนธรรมสำคัญ

ประเพณีตักบาตรเทโว วัดประตูดาว

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ วัดโบสถ์ชนะมาร

ประเพณีกวนกระยาสารท วัดโบสถ์ชนะมาร

วิธีหาปลาในแม่น้ำป่าสัก

ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนวัฒนธรรม เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

ชุมชนวัฒนธรรมกลุ่ม วัดภูเขาดิน (ชุมชนเทศบาลที่ 10, 11, 13, 14)

ชุมชน 10 โพธิ์จันทร์พัฒนา (ตั้งชื่อตามตลาดโพธิ์จันทร์)

สถานที่สำคัญ

ตลาดโพธิ์จันทร์

พุทธศีลสมาคมผู้เสียสละ

วงเวียนอนุสรนครบาลเพชรบูรณ์

โรงเรียนเมืองเพชรบูรณ์

ถนนสันคูเมือง

ถนนสามัคคีชัย

คลองคล้า

ชุมชน 11 ตลาดพัฒนา (ตั้งชื่อตามตลาดพัฒนาเดิม)

สถานที่สำคัญ

คลองศาลา

ถนนประชาสิทธิ์

คลองกระเสี้ยว

ชุมชน 13 ภูเขาดินพัฒนา (ตั้งชื่อตามวัดภูเขาดิน ชื่อเดิม บ้านคลองศาลา)

สถานที่สำคัญ

วัดภูเขาดิน

คลองศาลา

โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน)

โรงเรียนวัชรชัย

ถนนพระพุทธบาท

เรือนจำ

สิ่งของสำคัญ

พระพุทธบาทจำลอง วัดภูเขาดิน

วัฒนธรรมสำคัญ

ประเพณีปิดทองพระพุทธบาท วัดภูเขาดิน

ชุมชน 14 คลองศาลา (ตั้งชื่อตามคลองศาลา ชื่อเดิม บ้านกลางนา)

สถานที่สำคัญ

ท่าตลาด  ท่าโบราณ (ที่ทำการชุมชนปัจจุบัน)

โรงฆ่าสัตว์

คลองศาลา

ถนนพระพุทธบาท

ถนนสามัคคีชัย

วัฒนธรรมสำคัญ

ประเพณีทำบุญกลางบ้าน

ประเพณีลอยกระทง บ้านคลองศาลา

ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนวัฒนธรรม เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

ชุมชนวัฒนธรรมกลุ่ม วัดเพชรวราราม พระแก้ว (ชุมชนเทศบาลที่ 12, 15, 16, 17)

ชุมชน 12 ต้นเบนพัฒนา (ชื่อเดิม บ้านต้นเบนหรือบ้านกกเบน)

สถานที่สำคัญ

วัดเพชรวราราม

วัดพระแก้ว

วัดพระสิงห์

แม่น้ำป่าสัก

คลองวัดสิงห์แก้ว

เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ วัดเพชรวราราม

พระปรางค์วัดพระแก้ว

พระปรางค์วัดพระสิงห์

วัฒนธรรมสำคัญ

ประเพณีหล่อเทียนจำนำพรรษา วัดเพชรวราราม

ประเพณีกวนข้าวทิพย์ วัดพระแก้ว

ตำนานวัดพระสิงหื วัดพระเสือ วัดพระแก้ว

ชุมชน 15 ไทรงามพัฒนา (ชื่อเดิม บ้านไทรงาม หรือบ้านสี่หลัง)

สถานที่สำคัญ

แม่น้ำป่าสัก

โรงเรียนประสิทธิ์วิทยา

แยกไทรงาม

สิ่งของสำคัญ

เรือยาวสไบแพร

วัฒนธรรมสำคัญ

รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ สงกรานต์บ้านไทรงาม

ชุมชน 16 เพชรพัฒนา (ตั้งชื่อตามถนนเพชรพัฒนา)

สถานที่สำคัญ

สระกลางเมือง

สถานีขนส่งผู้โดยสาร

ตลาดเทศบาล 3

โรงเรียนบ้านไทรงาม

ชุมชน 17 เกาะเพชรพัฒนา (ตั้งชื่อตามแยกเกาะเพชร)

สถานที่สำคัญ

คลองศาลา

คลองวัดสิงห์แก้ว

โรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง)

แยกเกาะเพชร

ศาลเจ้าแม่

แม่น้ำป่าสัก

Read Full Post »

ตำนาน คือ เรื่องที่เล่าสืบทอดกันมาผ่านระยะเวลาอันยาวนาน จากรุ่นต่อรุ่น โดยมิได้มีหลักพิสูจน์ได้ทางประวัติศาสตร์หรือไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางวิชาการได้ แต่ตำนานก็ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่จะบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งอาจเชื่อโยงไปถึงประเพณี สถานที่ หรือแม้แต่พฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้คนในพื้นที่นั้น ๆ ได้ .. ที่บ้านวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมซึ่งมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทหล่มสูง ก็ได้มีตำนานที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเล่าเรื่องเชื่อมไปถึงสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองหล่มอย่างมากมาย นั่นคือ “ตำนานขอนมาดและตอมาด”

ตำนานเล่าว่า .. ในสมัยก่อน (บ้างก็ว่า เป็นสมัยกรุงศรีอยุธยา) พระมหากษัตริย์ได้ประกาศให้หัวเมืองต่าง ๆ หาขอนไม้ขนาดใหญ่อย่างดีเพื่อจะนำมาขุดเป็นเรือพระที่นั่ง (บ้างก็ว่า จะเอาไปทำเสาเอกของพระราชวัง) … เจ้าพ่ออู่คำ เจ้าเมืองขอนเดิด (นครเดิด) (บ้างก็ว่า เป็นเจ้าเมืองหล่ม) จึงต้องทำการหาขอนไม้ขนาดใหญ่เพื่อส่งไปเมืองหลวงดังกล่าว  เมื่อเวลาผ่านไปจนเกือบจะครบกำหนด เจ้าพ่ออู่คำก็ยังหาขอนไม้ที่ดีไม่ได้จึงเกิดความวิตกร้อนใจคิดกังวลตลอดเวลา จนอยู่มาเช้าวันหนึ่ง เจ้าพ่ออู่คำออกมาล้างหน้า เมื่อชะโงกหน้าเพื่อเข้าไปตักน้ำในโอ่ง ก็มองไปที่ผิวน้ำในโอ่งก็เห็นเงาของนกโตโวคำ(นกกาเหว่า)คู่หนึ่งจับที่ยอดไม้มาด (ไม้ตะเคียน)สูงใหญ่ ครั้นเงยหน้าขึ้นมา กลับไม่พบนกและต้นไม้นั้นเลย แต่กลับได้ยินเสียงนกโตโวคำร้องอยู่ทางทิศเหนือของเมืองขอนเดิด จึงได้สั่งทหารให้ไปสืบหาขอนไม้ตามทิศทางนั้น ก็ได้พบไม้มาด 2 ต้น (บางก็เล่าว่ามีเพียง 1 ต้น) ขนาดสูงใหญ่ใบดกเขียวชอุ่มทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าแล้ง ยืนต้นตรงงดงามอยู่ที่เชิงเขาที่บ้านวังบาลจึงกลับไปรายงานเจ้าพ่ออู่คำ

เจ้าพ่ออู่คำ จึงให้เสนาฝ่ายขวาคือเจ้าพ่อเหล็กซีและเสนาฝ่ายซ้ายคือเจ้าพ่อขุนจบ พร้อมด้วยเหล่าทหารซึ่งนำโดยขุนส่วง ขุนไกร แต่งทัพนำกองกำลังไป 3,000 คนล่วงหน้าไปตัดขอนไม้มาดและเจ้าพ่ออู่คำก็ได้ตามไปในภายหลัง

เมื่อไปถึงขอนมาด เจ้าพ่อเหล็กซีได้ให้ทหารทำการตัดขอนมาด แต่ทำอย่างไรไม่สามารถตัดได้เพราะเจ้าที่เจ้าป่าแรง เจ้าพ่ออู่คำจึงประกาศว่า ใครสามารถตัดขอนมาดได้ จะยกบุตรสาวคือเจ้าแม่แพงศรี ให้แต่งงานด้วย เจ้าพ่อเหล็กซีอาสาตัดไม้ด้วยตนเอง โดยการใช้เหล็กซีแทงไม้มาดจนทะลุแต่ไม้ไม่ขาดไม่ล้ม พยามยามแทงอยู่หลายวัน ขอนไม้ก็ไม่ขาด จนในที่สุดเหล็กซีแตกออกเป็น 3 ส่วนคือ ดวง ด้าม และ แข่ว (ดวงคือเหล็กแหลม  ด้ามคือที่จับ แข่วคือห่วงเหล็กที่ใช้รัดเหล็กซีหรือตัวดาบ ให้แนบสนิทติดกับด้าม)

เมื่อเจ้าพ่อเหล็กซี ไม่สามารถตัดไม้มาดให้ล้มลงได้ เจ้าพ่อขุนจบจึงอาสาตัดแทน เจ้าพ่อขุนจบเป็นผู้มีความสามารถด้านวาทศิลป์ จึงได้ทำการพูดเกลี้ยกล่อมเจ้าป่าเจ้าเขา จนสามารถตัดไม้มาดทั้ง 2 ต้นล้มลงได้ กล่าวว่าเวลาที่ไม้มาดล้มลงนั้นเสียงดังเหมือนฟ้าร้อง กิ่งของไม้มาดที่ล้มลงนั้นทิ่มลงไปในดิน ทำให้เกิดเป็นน้ำสร้าง (บ่อน้ำ) มีน้ำผุดขึ้นมาเลยทันที (บ่อน้ำที่เกิดจากกิ่งไม้มาดทิ่มลงไปในดินนั้น เล่ากันว่าอยู่ในวัดศรีฐานปิยารามและข้างหอพ่อตอมาดที่บ้านวังบาล) 

เมื่อตัดเสร็จ เจ้าพ่ออู่คำก็ได้ทำการบวงสรวงแม่ย่านางวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ในขอนมาด และนิมนต์พระมาฉันจังหันรอบ ๆ ตอไม้มาดทั้ง 2 ที่ถูกตัดลง ซึ่งตอไม้มาดมีความใหญ่มากขนาดสามารถวาง “พาข้าว” (สำรับข้าว) ได้ถึง 9 พา (บ้างก็ว่า100พา) จากนั้นก็ได้ทำการขุดโกลนขอนมาดทั้ง 2 ให้เป็นรูปเรือ (บ้างก็ว่า เป็นเรือ 1 ต้นเป็นเสา 1 ต้น) โดยมีสะเก็ดไม้ที่ถากนั้นปลิวไปกองรวมกันจนสูงเป็นภูเขาขนาดย่อม (อยู่บริเวณวัดจอมศรี ดอยสะเก็ด ในปัจจุบัน)

เมื่อโกลนขอนมาดทั้ง 2 เสร็จแล้วก็ให้เจ้าพ่อเหล็กซีใช้เหล็กแทงขอนมาดให้เป็นรูเพื่อใช้เชือกร้อย และจะใช้กำลังพลชักลากขอนมาดไปทางทิศใต้เพื่อไปยังแม่น้ำเพื่อทำการขนส่งล่องน้ำต่อไป (บ้างก็ว่า ตอนตัดไม้มาดนั้น สามารถตัดได้ไม่มีปัญหา แต่ตอนแรกใช้ช้างชักลาก กลับชักลากออกไปไม่ได้ ต้องให้เจ้าพ่อขุนจบผู้มีวาทะดีพูดเกลี้ยกล่อมเจ้าป่าเจ้าเขาถึงความสำคัญในการที่จะต้องชักลากขอนมาดออกไป จนสามารถชักลากขอนมาดออกไปได้) จะเห็นได้ว่า เจ้าพ่อขุนจบเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ เป็นผู้มีวาทะดี และสามารถใช้คำพูดกับเจ้าป่าเจ้าเขาจนทำให้งานสำเร็จ และได้เจ้าแม่แพงศรีลูกสาวเจ้าพ่ออู่คำมาเป็นภรรยา

การชักลากขอนมาดทั้ง 2 ออกไปทำให้เกิดเป็นรอยครูดของขอนกับพื้นดินเป็นร่อง โดยร่องใหญ่ได้เกิดเป็นเหมืองกลาง และร่องเล็กเกิดเป็นเหมืองแกลบเพราะเอาแกลบมารองตอนชักลากขอนไม้ .. จนมาถึงหนองน้ำแห่งหนึ่ง จึงได้พักกำลังพลเพื่อหุงหาอาหาร โดยทำการหม่าข้าว (แช่ข้าวเหนียวเพื่อให้เมล็ดข้าวขยายตัวก่อนนำไปนึ่ง) ในหนองน้ำนั้น จึงจะพอให้กำลังพลทั้งหมดได้กินข้าวกัน (ปัจจุบันเรียกว่า หนองขาม) ในการหุงหาอาหารนั้น กำลังพลได้เก็บผักหวานมากินกัน แต่ผักหวานกลับเป็นพิษทำให้เกิดการเบื่อผักหวาน (บ้างก็ว่า ไปจับจระเข้มากินเพราะคิดว่าเป็นตะกวด แล้วเกิดเป็นพิษ) กำลังพลได้ล้มตายไปจำนวนมาก ทำให้การชักลากจึงล่าช้าลงไปอีก

เมื่อชักลากไปถึงแม่น้ำป่าสัก แต่เนื่องจากเป็นหน้าแล้งจึงน้ำในแม่น้ำป่าสักลดระดับลงไปมาก ยังไม่สามารถนำขอนมาดทั้ง  2 ลงไปล่องน้ำไปได้ในทันที  ต้องนำขอนมาดทั้ง 2 พาดค้างรออยู่ที่ขอบตลิ่งริมแม่น้ำก่อน ซึ่งต่อมาบริเวณนั้นก็ถูกเรียกว่า“สักงอย”(สัก คือทิ่มหรือปัก งอย คือพาดค้างขอบไว้) จนเมื่อสามารถนำขอนมาดทั้ง 2 ลงน้ำได้แล้วจึงนำมาผูกติดกันเป็นแพเพื่อทำการล่องน้ำไปพร้อมกันได้สะดวก แต่แล้วขอนมาดก็เกิดขาดหลุดออกจากกันอีก ในบริเวณที่ปัจจุบันนี้ถูกเรียกว่าสักหลง จึงต้องเสียเวลาจัดการผูกติดกันใหม่จนสามารถล่องน้ำลงใต้ไปเมืองหลวงต่อไปได้

แต่เนื่องจากเกิดอุปสรรคในการตัดและชักลากขอนมาดดังกล่าว ประกอบกับการขนส่งทางแม่น้ำป่าสักซึ่งมีความคดเคี้ยวทำให้การเดินทางใช้เวลานานมากจนกระทั่งล่วงเลยเวลาคัดเลือกขอนไม้ของทางเมืองหลวงไปแล้ว เมื่อขอนมาดทั้ง 2 ได้ล่องไปไม่ถึงเมืองหลวง ระหว่างทางก็ทราบข่าวว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงเลือกขอนไม้ที่มาจากลำน้ำน่านไปแล้ว … ขอนมาดพี่น้องทั้ง 2 ก็ถูกละทิ้งไว้ จึงเกิดความผิดหวังเสียใจ พากันร้องไห้และชวนกันลอยทวนน้ำแม่น้ำป่าสักเพื่อที่จะกลับไปยังบ้านวังบาลถิ่นกำเนิด … ขอนมาดผู้น้องร้องไห้ลอยมาถึงแถวสระบุรีจึงหมดแรงก่อนจึงได้จมลงอยู่ในแม่น้ำป่าสัก  ซึ่งก็คือบริเวณที่เรียกว่า บ้านเสาไห้ (เสาร้องไห้) ในปัจจุบัน  ส่วนขอนมาดผู้พี่ก็ยังคงร้องไห้ลอยทวนน้ำแม่น้ำป่าสักกลับวังบาลต่อไป จนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าวัดท่าน้ำ เมืองท่าโรง(วัดวิเชียรบำรุง อำเภอวิเชียรบุรีในปัจจุบัน) ก็หมดแรงและจมลงสู่ก้นแม่น้ำป่าสักอีกเช่นกัน

ตำนานเล่าต่อไปอีกว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปนับร้อยปี แม่ย่านางทั้ง 2 ก็คลายความโศกเศร้าลง จึงได้ไปสร้างนิมิตให้กับผู้คนทั้งที่สระบุรีและวิเชียรบุรี เพื่อให้นำขอนไม้ทั้ง 2 ขึ้นมาจากน้ำ และชาวบ้านทั้ง 2 แห่งต่างก็ได้มีการดำเนินการเชิญขอนมาดทั้ง 2 ขึ้นมาจากแม่น้ำป่าสัก โดยที่สระบุรี อยู่ที่วัดสูง อำเภอเสาไห้ และที่วิเชียรบุรี อยู่ที่วัดวิเชียรบำรุง มาจนทุกวันนี้ (บ้างก็เล่าถึงขอนมาดจากวังบาลมาจมแม่น้ำป่าสักอยู่ที่วิเชียรบุรีเพียงต้นเดียว มิได้กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับขอนมาดต้นที่ 2 ที่อยู่เสาไห้แต่ประการใด)

กลับไปที่หล่มเก่า ก็ยังคงเหลือร่องรอยตามตำนานคือ ได้มีการสร้างหอเจ้าพ่อตอมาดไว้ที่บ้านวังบาล (ปัจจุบันเขียนว่า ตอมาตย์) คร่อมตอของขอนมาดไว้ (บ้างก็ว่า อีกตอหนึ่ง ได้สร้างพระธาตุคร่อมไว้) และมีหอเจ้าพ่อเหล็กซีและเจ้าพ่อขุนส่วงอยู่บ้านวัดทุ่งธงไชย หอเจ้าพ่อขุนจบอยู่บ้านวังเวิน หอเจ้าพ่ออู่คำอยู่บ้านนาทราย และหอหลวงอยู่ที่หนองขาม ส่วนบริเวณที่นำขอนมาดไปโกลนเป็นรูปเรือนั้น ก็คือวัดจอมศรี ซึ่งสะเก็ดไม้ที่ถูกถากออกไปกองรวมกันอยู่ ได้มีการสร้างพระธาตุครอบไว้ เรียกว่าพระธาตุดอยสะเก็ด และที่หล่มสัก ก็ยังคงมีบ้านสักงอย สักหลง อยู่ริมแม่น้ำป่าสัก

หลังจากนั้น มีเรื่องเล่าว่า แม่ย่านางตอมาด มาเข้าฝันผู้คนบอกว่า ร้อน อยากอยู่ในน้ำ .. ชาวบ้านจึงได้พากันขุดตอไม้มาดออกแล้วนำไปแช่ไว้ในสระน้ำภายในวักศรีฐานปิยาราม บ้านวังบาล และต่อมาเมื่อไม่นานมานี้เอง มีการอัญเชิญตอไม้มาดกลับขึ้นมาไว้บนศาลใหม่อีกครั้งเพื่อให้ผู้คนกราบไหว้ขอพร .. แต่แล้วก็อีกเช่นเดิม มีย่านางตอมาดมาเข้าฝันผู้คนอีกว่าอยากกลับลงไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิม .. ชาวบ้านจึงพากันนำตอมาดลงไปแช่น้ำไว้ในสระเช่นเดิม .. แต่คงขอนำกิ่งหนึ่งของรากตอมาดดังกล่าวคงไว้บูชาในศาล ซึ่งปรากฏอยู่ที่หอเจ้าพ่อตอมาดมาจนทุกวันนี้

ตำนานเรื่อง ขอนมาดและตอมาด ได้ถูกเล่าสืบต่อกันมาแล้วเป็นเวลายาวนานมาก จากรุ่นสู่รุ่น จึงอาจมีความคลาดเคลื่อนไม่เหมือนกันในแต่ละเรื่องราวตามแต่ละคนที่ได้เล่าได้ยินกันมา แต่ก็คงเป็นความแตกต่างกันเฉพาะในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ส่วนเนื้อหาที่เป็นแก่นของเนื้อเรื่องของตำนานก็ยังคงมีเค้าโครงที่ใกล้เคียงกันอยู่ … ตำนานเรื่อง ขอนมาดและตอมาดนี้ นอกจากจะได้เล่าเรื่องเชื่อมโยงไปกับสถานที่ต่าง ๆ ที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน และเชื่อมโยงไปถึงเรื่องความเชื่อเรื่องเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่อยู่ตามศาลในหมู่บ้านชุมชนต่าง ๆ ของคนไทหล่มแล้ว ยังสามารถบ่งบอกได้ถึงความเก่าแก่ของชุมชนไทหล่มที่ได้ลงหลักปักฐานเป็นชุมชนที่มั่นคงในพื้นที่มาช้านานแล้ว นอกจากนั้น ยังแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติของพื้นที่ในสมัยก่อนอีกด้วย จึงนับว่าเป็นตำนานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์สืบทอดไว้ ไม่ให้หายไปตามกาลเวลา …

บทความนี้เขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลที่ได้รวบรวมจาก คุณยายหนูศิริ  กางถิ่น คุณป้ากิมหงษ์ ศิริกาญจนพงศ์ และข้อมูลจากคุณศุภกฤต บุญเรือง

Read Full Post »

18ASEAN  ทางหลวง 12 และการพัฒนาจังหวัดเพชรบูรณ์

ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ wison_k@hotmail.com

การรวมตัวกันของบรรดาเหล่าประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศเพื่อก่อกำเนิดประชาคม ASEAN ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการรวมตัวกัน 3 ประการ นั่นคือ ด้านเศรษฐกิจ (AEC) ด้านความมั่งคง (ASC) และด้านสังคมวัฒนธรรม (ASCC) แต่วัตถุประสงค์หลักที่สำคัญและจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบรรดาเหล่าภาคีชาติสมาชิกและแก่ประเทศไทยอย่างมากมายนั้น ก็คือ การรวมตัวด้านเศรษฐกิจ (AEC) อันจะก่อให้เกิดการค้า  การบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุน การเคลื่อนย้ายแรงงาน ระหว่างกันอย่างเสรีมากขึ้น และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั้งอยู่ในสภาพเป็นตลาดเดียวกัน (Single Market) โดยมีประชากรรวมกันถึงเกือบ 600 ล้านคน

จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดังกล่าว จะส่งผลให้เกิดการค้าขาย การผลิต การลงทุน การขนส่งและการเดินทาง (Logistic) เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลทั้งภายในประเทศเองและระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งการเดินทางขนส่งเคลื่อนย้ายต่าง ๆ นั้นจะเกิดขึ้นในทุก ๆ ช่องทางไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ดังนั้น จึงต้องมีการก่อสร้างหรือจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สำคัญเพื่อการขนส่งเคลื่อนย้ายดังกล่าว  ซึ่งนอกจาก ท่าอากาศยาน ท่าเรือ และทางรถไฟแล้ว “ถนน”  ถือว่าเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญที่สุด เพราะสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้ทั่วถึงกว่า ก่อสร้างง่ายกว่าและราคาถูกกว่า ประชาคม ASEAN จึงได้วางเครือข่ายทางหลวง ASEAN ที่มีชื่อย่อว่า AH ไปทั่วภูมิภาคโดยเชื่อมโยงกันเต็มไปหมดทุกพื้นที่และเชื่อมโยงไปถึงตอนใต้ของประเทศจีนที่เป็นตลาดการค้าที่ใหญ่มากอีกแห่งหนึ่ง

เส้นทางสาย AH16 ของ ASEAN หรือ R9 ของ GMS Economic Corridor หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ของประเทศไทย คือเส้นทางสายเดียวกันที่มีชื่อเรียกร่วมกันที่เป็นที่รู้จักดีคือสาย East-West Economic Corridor (EWEC) เป็นเส้นทางที่เริ่มต้นจากริมมหาสมุทรแปซิฟิค ที่ประเทศเวียดนาม พาดผ่านประเทศลาว ไทย พม่า และไปสิ้นสุดที่ริมมหาสมุทรอินเดีย ที่ประเทศพม่า  ซึ่งหากพิจารณาเส้นทางสายนี้ จะเห็นว่าเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงการค้าการขนส่งระหว่างตะวันออกกับตะวันตกได้ โดยไม่ต้องอ้อมผ่านแหลมมลายูหรือช่องแคบมะละกาอย่างในสมัยก่อนแต่ประการใด อันจะทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งเป็นอย่างมาก จึงมีการคาดการกันว่า ถนนสายนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จะเป็นที่นิยมใช้ในการเดินทาง การขนส่งสินค้า และขนส่งสิ่งของต่าง ๆ ระหว่างประเทศกันอย่างมากมาย โดยในอนาคต จะมีรถบรรทุกตู้ Container ขนาดใหญ่วิ่งขนส่งสินค้าผ่านไปมาตามทางสายนี้วันหนึ่ง ๆ หลายพันคัน และที่สำคัญ ถนนสายนี้ได้ทำการก่อสร้างเสร็จไปหลายส่วนแล้วและคงจะเสร็จเป็นสายแรกของเส้นทางเครือข่ายของประชาคม ASEAN ในเร็ววันนี้

ทางหลวงหมายเลข 12 ที่เป็นส่วนหนึ่งของ AH16 นี่เอง ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่จังหวัดเพชรบูรณ์อย่างมากมายในทุก ๆ ด้าน และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนพื้นที่อื่น ๆ ที่ถนนสายนี้พาดผ่าน  กล่าวคือ ทางหลวงหมายเลข 12 หรือ AH16 จะเริ่มต้นจากริมฝั่งประเทศเวียดนามที่ ดานัง เว้ สะหวันนะเขต มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก แม่สอด เมียวดี และสิ้นสุดที่มะละแหม่ง ของประเทศพม่า … ช่วงเส้นทางที่ผ่านระหว่าขอนแก่นไปพิษณุโลก ที่จะต้องพาดผ่านบริเวณอำเภอหล่มสักของจังหวัดเพชรบูรณ์ และบริเวณดังกล่าวนี้จะมีลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ  นั่นคือ ด้านตะวันออกของหล่มสักจะเป็นเขาน้ำหนาวที่สลับซับซ้อน ส่วนด้านตะวันตกก็เช่นเดียวกัน นั่นคือ เขาค้อ ที่เป็นเส้นทางบนเขาที่คดเคี้ยวและสูงชัน  ฉะนั้น บรรดารถบรรทุกสินค้าเหล่านั้น เมื่อเดินทางข้ามเขาน้ำหนาวแล้วมาถึงหล่มสัก .. เป็นธรรมชาติที่คนขับรถบรรทุกจะต้องอยากพักผ่อน พักรถ และเตรียมที่จะขึ้นเขาด้านเขาค้อต่อไป .. ในทางกลับกัน รถบรรทุกสินค้าที่มาจากด้านเขาค้อ ก็จะต้องจอดพักที่หล่มสัก ก่อนจะขึ้นเขาน้ำหนาวเช่นเดียวกัน

จากปัจจัยสภาพภูมิประเทศและการเดินทางขนส่งดังกล่าว เราจะสามารถคาดการณ์อนาคตได้เลยว่า บริเวณพื้นที่ตลอด 2 ข้างทางของถนนหมายเลข 12 ในช่วงที่ผ่านอำเภอหล่มสัก ตั้งแต่ ตำบลน้ำก้อ น้ำชุน หนองไขว่ ตาลเดี่ยว ปากดุก และปากช่องนั้น  ในอนาคตอันใกล้นี้ จะคราคล่ำไปด้วยผู้คนและรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่วิ่งส่งสินค้าระหว่างประเทศและภายในประเทศ ที่จะมาจอดแวะพักผ่อนและพักรถกันวัน ๆ หนึ่งนับพันคัน …

จากการเหตุการณ์ดังกล่าว ก็จะต้องมีการขยายตัวของธุรกิจบริการต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ จะมีร้านอาหาร โรงแรมที่พัก ปั้มน้ำมัน อู่ซ่อมรถ ร้านทำยาง ร้านขายเครื่องบริโภคอุปโภค ฯลฯ เพื่อรองรับผู้คนที่หยุดแวะใช้บริการกันมากขึ้น  นอกจากนั้น ในอนาคต เมื่อรถบรรทุกสินค้ามาจอด เราจะได้เห็นศูนย์พักสินค้า ศูนย์ตรวจสอบคัดแยกสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า หรือสาขาที่ทำการของบริษัท ผู้ประกอบการต่าง ๆ เหล่านั้นมาตั้งเพื่อดำเนินกิจการต่อเนื่องในธุรกิจของตน  บริษัทตัวแทน นายหน้า ตัวแทนค้าต่าง ตลอดจนบริษัทประกันภัย ประกันสินค้า บริษัทรับจ้างขนส่ง ฯลฯ ก็จะพากันมาจัดตั้งสำนักงานเพื่อประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมากมายด้วย.. ทั้งหมดนี้ จึงสรุปได้ว่า พื้นที่ริมทางหลวงหมายเลข 12 ของหล่มสักจะพัฒนาขึ้นกลายเป็นพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจการขนส่งการพาณิชย์ขนาดใหญ่ขึ้นมาในอนาคตอย่างแน่นอน

การพัฒนาของพื้นที่ดังกล่าวของหล่มสักนั้น หากมองในด้านดีก็จะเห็นว่า เป็นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของทั้งจังหวัดเพชรบูรณ์ดีขึ้น คนเพชรบูรณ์จะมีกิจการการค้า การบริการและมีงานทำกันมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น โดยไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน นอกจากนั้น การลงทุนในการผลิตอาจจะขยายตัวไปยังพื้นที่ในอำเภออื่น ๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มีต้นทุนที่ดินที่ถูกกว่า ค่าแรงงานถูกกว่า แต่สามารถเชื่อโยงไปยังพื้นที่ริมทางหลวงหมายเลข 12 ได้ รวมไปถึงผลิตผลทางการเกษตรที่จะต้องเพิ่มขึ้น มั่นคงขึ้น ราคาดีขึ้น เพื่อส่งเป็นวัตถุดิบให้กับการลงทุนทางเกษตรอุตสาหกรรมหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา … ผลที่จะตามมาอีกอย่างคือ เมื่อมีผู้คนเพิ่มมากขึ้น การท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบูรณ์ทั้งในด้านธรรมชาติและด้านวัฒนธรรมก็จะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย จึงสามารถสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลดีด้านเศรษฐกิจกันไปเกือบทั่วทุกพื้นที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์เลยก็ว่าได้

แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้าน .. การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบเชิงลบในด้านอื่นๆ ตามมาอย่างมากมายเช่นกัน นั่นคือ ด้านสังคม เราจะต้องพบกับปัญหาการจราจร สภาพรถติดจากจำนวนรถบรรทุกที่เพิ่มขึ้น ปัญหามลพิษจากควันรถ ฝุ่นละออง ขยะ น้ำเสีย เสียงดัง ภาพอุดจาดตา ฯลฯ ที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มักง่ายของผู้คนที่เพิ่มขึ้น  ปัญหาเรื่องสุขภาวะอันเนื่องมาจากการอยู่อาศัยที่แออัดเพิ่มขึ้น ปัญหาความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เรื่องยาเสพติด สิ่งของผิดกฎหมาย การเสพสุรา ทะเลาะวิวาท อาชญากรรม การพนัน อบายมุขและการบริการที่ผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีงามต่าง ๆ  ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน การทำลายธรรมชาติมากขึ้น และปัญหาจากการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้น และปัญหาที่จะเกิดตามมาจากการไปเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ เช่น อุทกภัย อัคคีภัย เป็นต้น  นอกจากนั้น ก็จะต้องมีการเตรียมระบบสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำดิบสำรอง ระบบประปา ระบบผลิต สำรองและจ่ายไฟฟ้า ตลอดจนระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เพื่อรองรับเมืองที่จะขยายและผู้คนที่จะเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในอนาคตดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ “เรา ..คนเพชรบูรณ์” ที่จะได้รับผลกระทบเหล่านี้โดยตรง ได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้หรือยัง ? ได้มีการเตรียมวางแผนที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้หรือยัง ?

การวางผังเมืองรวมของพื้นที่ เป็นสิ่งที่ต้องกระทำเป็นอันดับแรก การเพิ่มเส้นทาง การวางระบบควบคุมการจราจร การจัดระบบขนย้ายและกำจัดขยะ การวางแผนระบบลำเลียงและกำจัดน้ำเสีย การวางแผนอนุรักษ์ธรรมชาติในพื้นที่ การวางแผนป้องกันภัยธรรมชาติและภัยต่าง ๆ การวางแผนการจัดหาสาธารณูปโภคต่าง ๆ การวางระบบควบคุมและรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึง การวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่สาธารณะ  และการจัดให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการควบคุมดูแลและพัฒนาพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ … สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของหัวข้อที่เราจะต้องมีการวางแผนรับมือร่วมกัน

บทความนี้ ถูกเขียนขึ้นเพื่อที่จะสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการร่วมคิดร่วมวางแผนที่จะรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ในอนาคตทั้งในด้านบวกและด้านลบ โดยไม่ใช่ผลักภาระหน้าที่ให้เป็นเรื่องเฉพาะหน่วยราชการที่จะต้องทำแต่เพียงฝ่ายเดียว .. หากแต่ “เรา .. คนเพชรบูรณ์” ต่างหากที่จะต้องเป็นผู้ริเริ่ม เป็นผู้วางแผน เป็นผู้ผลักดัน เป็นผู้กำหนดอนาคตในบ้านเมืองของเราเอง เพื่อลูกหลานของเราในอนาคตจะได้ไม่มาตำหนิเราว่า ไม่ยอมวางแผนรองรับไว้จนก่อให้เกิดและทิ้งปัญหาที่แก้ไขยากหรือแก้ไขไม่ได้เลยไว้ให้พวกเขา

เอาล่ะ .. อาจมีบางคนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นนี้ มันอาจจะเกิดขึ้นในเร็ววัน หรืออีกนานกว่าจะเกิดขึ้น หรือค่อย ๆ เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลย .. แต่การเตรียมการณ์ไว้ การคิดและวางแผนไว้สำหรับอนาคตเหล่านี้ .. ก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรแต่อย่างใด แต่กลับจะมีผลดีที่จะทำให้เราเข้าใจ รู้จัก บ้านเมืองของเรามากขึ้น .. มิใช่หรือ ???

Read Full Post »

 

IMG_7314

สัมภาษณ์ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ..ปราชญ์เพชรบูรณ์ ๒๕๕๕

 “เพียงหวังให้เจ้า เพ่งพิศ ชวนชม และนิยม ชมชอบ.. เพชรบูรณ์”

จากการที่ผมมีประสบการณ์ทางด้านการเมืองมาร่วม๒๕ ปี ตั้งแต่การเมืองระดับประเทศและการเมืองระดับท้องถิ่นรวมทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐  ผมได้วิเคราะห์ถึงการพัฒนาบ้านเมืองจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมาและได้พบว่า ปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองนั้น การพัฒนาด้านวัตถุ สิ่งของถนนหนทางและสาธารณูปโภคต่างๆนั้น เป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้ และก็ทำกันอยู่อย่างเต็มกำลังแต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาที่หลายคนมองข้ามไปนั้นก็คือ “การพัฒนาคน”เพราะการพัฒนาคนจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและก็จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาบ้านเมืองไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

การพัฒนาคนนั้นก็จะมี๓ มิติด้วยกันก็คือ พัฒนาเรื่องการศึกษา พัฒนาเรื่องสุขภาวะและประเด็นที่สามนั้นถือว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาจิตสำนึก ในส่วนประเด็นเรื่องการศึกษาก็ดีเรื่องการสาธารณะสุขก็ดี ก็จะมีหลากหลายหน่วยงานและองค์กรที่ทำอยู่แล้วมากมาย แต่ในประเด็นการพัฒนาสร้างจิตสำนึกของคนเพื่อทำให้เกิดความรักบ้านรักเมืองที่เรียกว่าสำนึกสาธารณะหรือสำนึกในการเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนนั้น ตรงนี้ในบ้านเมืองเรายังขาดไปมาก ผมจึงได้เลิกเล่นการเมืองทุกอย่างโดยมีด้วยเหตุผลที่สำคัญที่ว่าอยากจะหันกลับมาพัฒนาคนโดยเฉพาะการพัฒนาจิตสำนึกให้ผู้คนเกิดความรักบ้านรักเมือง

ผมได้กำหนดปรัชญาการพัฒนาคนในสังคมของตัวเองขึ้นว่า..”เข้าใจ รู้จัก รักเพชรบูรณ์..บ้านเรา” ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะทำให้คนเพชรบูรณ์เกิดความรักบ้านรักเมืองเพื่อจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาได้นั้น เราก็ต้องทำให้เขาเข้าใจก่อนว่าเพชรบูรณ์ของเรามีตัวตน มีรากเหง้าที่แท้จริงเป็นอย่างไร ได้รู้จักทุกหนทุกแห่งรู้จักศักยภาพ ได้รู้จักสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของเรา ไม่ว่าจะในด้าน รูปธรรมหรือนามธรรมก็ตามซึ่งเมื่อเกิดความเข้าใจ เกิดความรู้จักแล้ว คนก็จะเกิดความรักบ้านรักเมืองนี้ขึ้นมานี่คือสิ่งที่ผมได้ตั้งเป้าเอาไว้ที่อยากจะทำในการทำงานของผมในปัจจุบันนี้

จากเป้าหมายการทำงานตรงนี้เองจึงได้กลายเป็นคำถามว่า แล้วอะไรที่จะเป็นเครื่องมือหรือเป็นสื่อที่จะทำให้ผู้คนได้เข้าใจได้รู้จักและจะได้รักบ้านรักเมือง คำตอบค้นพบก็มาลงที่ ..วัฒนธรรมท้องถิ่น..ซึ่งมีความหมายรวมไปถึงว่าประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษ ประเพณี ภูมิปัญญา วิถีชีวิตต่างๆที่จะสามารถแสดงถึงรากเหง้าความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคนเพชรบูรณ์ ซึ่งเรียกรวมกันทั้งหมดนี้ว่าวัฒนธรรมท้องถิ่น  ผมจึงมีแผนการทำงานที่จะพยายามนำวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งแทนที่จะได้เป็นเพียงแค่คำบอกเล่าเรื่องหรือเพียงที่อยู่ในหนังสือหรือเรื่องที่สอนกันที่อยู่แต่ในห้องเรียนกันนั้น ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่เยาวชนและประชาชนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้แบบมาสัมผัสโดยตรงได้สามารถมาจับต้อง มาซาบซึ้ง มาเรียนรู้ แล้วก็จะติดตาตรึงใจตลอดไป อันจะส่งผลให้ได้กลับมาภูมิใจและรักบ้านรักเมืองของเรา

กระบวนการจัดให้คนเพชรบูรณ์ได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของตนนั้นผมได้ใช้วิธีการเริ่มต้นตั้งแต่ค้นหาองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายในทุก ๆด้านของเพชรบูรณ์ จากนั้น ก็นำมารวบรวม วิเคราะห์ พัฒนาและนำเสนอเพื่อถ่ายทอดไปสู่สังคมเพชรบูรณ์ต่อไปสำหรับวิธีการนำเสนอวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ผมได้ใช้วิธีการและช่องทางต่าง ๆ มากมายเช่น ผ่านการบรรยายเล่าเรื่องตามเวทีและสถานศึกษาต่าง ๆ  ผ่านทางภาพถ่ายทั้งภาพเก่าและภาพที่สวยงามประทับใจ โดยใช้การจัดนิทรรศการในงานต่าง ๆและผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดียที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผ่านทางการจัดสร้างสถานที่จัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆอย่างถาวรซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์หรือหอจัดแสดงก็ได้

ฉะนั้น หลังจากที่ผมเลิกเล่นการเมืองในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์แล้วผมก็หันมาทุ่มเทให้กับการสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา เช่น  หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ เป็นสถานที่ที่สามารถจัดแสดงวัฒนธรรมการแสดงบนเวที เรื่องนิทรรศการหมุนเวียน จัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่แสดงเรื่องวัฒนธรรมของเพชรบูรณ์ แล้วก็ได้มีส่วนร่วมหลักในสร้างพุทธอุทยานเพชบุระและพระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ  ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นจุดรวมใจเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาของจังหวัดเพชรบูรณ์  ก่อนหน้านั้น ผมก็ได้ออกแบบและริเริ่มก่อสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์หนองนารีซึ่งจะเป็นทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ศูนย์กีฬาทางน้ำและยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่สวยงาม สง่างามที่คนเพชรบูรณ์จะได้ภาคภูมิใจ หลังจากนั้น ก็มีโอกาสได้มาพัฒนาจวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังเก่าให้เป็นหอประวัติศาสตร์เพชบุระ ซึ่งในอนาคตก็จะเปลี่ยนเป็นหอเกียรติยศเพชบุระต่อไปส่วนอาคารกาชาดหลังเก่าที่อยู่ในสวนสาธารณะเพชบุระ ก็ได้ปรับปรุงให้เป็นหอภูมิปัญญาและวิถีชาวบ้านเพชรบูรณ์ซึ่งจะนำเสนอวิถีชีวิต อาชีพดั้งเดิมของคนเพชรบูรณ์ตั้งแต่สมัยก่อน ๖เรื่องราวด้วยกัน

ผมยังได้ร่วมกับทีมงานวางแผนปรับปรุงศาลากลางจังหวัดหลังเก่าให้เป็นหอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยซึ่งจะเป็นสถานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ในยุคต่างๆของจังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งแต่ยุคสมัยหินก่อนประวัติศาสตร์ มายุคศรีเทพ มาสมัยสุโขทัย อยุธยาแล้วก็มาจนกระทั่งถึงรัตนโกสินทร์ มาถึงยุคมณฑลเพชรบูรณ์จนกระทั่งถึงนครบาลเพชรบูรณ์ ก็จะเป็นแหล่งรวบรวมและบันทึกประวัติศาสตร์ตามยุคสมัยต่างๆให้กับเยาวชนและประชาชนให้เรียนรู้กัน ได้ดำเนินการสร้างหอนิทรรศน์กำแพงเมืองเพชรบูรณ์ที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์กำแพงเมืองทั้ง ๒ ยุคของเมืองเพชรบูรณ์

ในช่วงที่ผมเป็นนายกเทศมนตรีอยู่นั้น ผมก็ได้มีโอกาสได้ปรับปรุงสถานที่ที่มีคนเพชรบูรณ์เคารพศรัทธาและสร้างความภูมิใจให้กับคนเพชรบูรณ์นั่นก็คือศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ที่มีการปรับปรุงให้สวยงามสง่างาม ซึ่งก็ได้มีการค้นพบว่าเสาหลักเมืองเพชรบูรณ์เป็นศิลาจารึกอันทรงค่าค่ายิ่งกว่าเสาหลักเมืองธรรมดา  ในส่วนประเพณีนั้น ผมได้จัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาเป็นงานระดับประเทศพร้อมทั้งปรับปรุงที่วัดไตรภูมิให้มีความสวยงามสง่างามขึ้นมานอกจากนั้นก็ยังมีการหยิบยกประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของเพชรบูรณ์ที่หลาย ๆ คนหลงลืมไปนั่นคือเหตุการณ์สมัย นครบาลเพชรบูรณ์ที่จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เพชรบูรณ์ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเกิดขึ้นในระยะนั้นเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตจากกรุงเทพฯ ให้มาประดิษฐานอยู่ที่เพชรบูรณ์เพราะคนเพชรบูรณ์ก็ไม่มีใครทราบเรื่องนี้เลยหรือทราบกันน้อยมาก

ผมได้หยิบยกคำว่า“เพชบุระ”ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมของเพชรบูรณ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่เราพบบนจารึกทองคำวัดมหาธาตุมาให้คนเพชรบูรณ์ได้รู้จักกัน โดยได้นำมาตั้งเป็นชื่อสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในเมืองเพชรบูรณ์เพื่อให้คนเพชรบูรณ์ได้ทราบและรู้ความหมายว่าเพชบุระ..เมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร นั้น ก็คือชื่อดั้งเดิมของเมืองเพชรบูรณ์เรามาตั้งแต่โบราณ

ทั้งหมดทั้งหลาย ทั้งปวงนี้  ก็เพื่อเป็นการทำให้เห็นคนเพชรบูรณ์ได้รู้จักบ้านเมืองตัวเองมากขึ้นได้เจาะลึกลงไป ถึงอดีต ได้ซาบซึ้งสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ความเป็นตัวตนของเรารากเหง้าของเราขึ้นมา

การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นรากเหง้าตัวตนที่แท้จริงของเรานั้น นอกจากจากจะสร้างสำนึกให้เกิดความรักบ้านรักเมืองขึ้นมาแล้วยังเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาของหน่วยราชการหรือองค์กรปกครองท้องถิ่นต่าง ๆ ในประเด็นที่ว่าการวางแผนการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น จะต้องเป็นการพัฒนาต่อยอดจากรากเหง้าหรือตัวตนที่แท้จริงของเราถึงเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนส่วนผลพลอยได้ที่ติดตามมาอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของ การท่องเที่ยวซึ่งขณะนี้ก็มีการขยายผลการศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นและการสร้างแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมต่างๆ นี้ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมาอีกด้วย

ในอนาคต ผมก็มีความฝันที่อยากจะเห็นการบูรณะโบราณสถานในเมืองเพชรบูรณ์ให้สมบูรณ์นั่นคือ เจดีย์วัดมหาธาตุ เจดีย์วัดไตรภูมิเจดีย์วัดพระสิงห์และเจดีย์วัดพระแก้วผมฝันอยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์ให้เพิ่มขึ้นอีก ๒ แห่งให้สำเร็จ นั่นคือ หอศิลปะ ก็ตั้งชื่อไว้ล่วงหน้าแล้วก็คือ หอศิลปะเพชรรัตน์สงคราม โดยใช้อาคารศาลยุติธรรมเก่าที่ขณะนี้ได้อยู่ในความดูแลของเทศบาลฯแล้วและสถานที่สุดท้ายที่ผมฝันอยากจะทำก็คือ พิพิธภัณฑ์การศึกษาของจังหวัดเพชรบูรณ์โดยจะใช้อาคารเรียนหลังเก่าที่อยู่ที่โรงเรียนเมืองเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นอาคารที่อายุร้อยปี ที่เดิมเป็นโรงเรียนเพชรวิทยาคมมาก่อนและขณะนี้ก็เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเมืองเพชรบูรณ์

นอกจากในตัวเมืองเพชรบูรณ์แล้วผมก็ยังมีความฝันที่จะทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านในที่อื่นๆของจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย เช่นที่หล่มเก่า ก็อยากให้มีหมู่บ้านจำลองไทยหล่ม ที่หล่มสัก ก็อยากให้มีพิพิธภัณฑ์เมืองหล่มสักและพิพิธภัณฑ์ไทหล่มบ้านติ้วพร้อมกันนั้น ที่วิเชียรบุรี ก็อยากให้มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของวิเชียรบุรีอีกด้วยซึ่งหากทุกแห่งที่กล่าวมาแล้วนั้นได้มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้เกิดขึ้นของตนเอง ก็จะทำให้คนแต่ละพื้นที่ได้เกิดความรักบ้านรักเมืองของตนแต่ละแห่งเพิ่มขึ้นนั่นคือความฝันของผมนะครับ

หลังจากที่เลิกเล่นการเมืองและจากการสะสมประสบการณ์ทางการเมืองมามากกว่า๒๕ ปี ก็ได้มาพบจุดที่ตัวเองอยากทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน ก็คือเรื่องการพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งขณะนี้ก็ได้ขยายผลออกมาเป็นรูปธรรม ตามเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้เล่ามาแล้วทั้งหมดครับ

ถาม : ท่าน ดร.วิศัลย์ อยากเห็นเพชรบูรณ์เป็นยังไงหรืออยากจะฝากลูกหลานเป็นยังไงในอนาคต?

ตอบ : ในอนาคตเราต้องทราบซะก่อนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นนั่นก็คือประชาคมอาเซียน ซึ่งก็จะมีผลกระทบต่อเพชรบูรณ์เป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางสายหมายเลข ๑๒ พิษณุโลก-หล่มสัก และหล่มสัก-ชุมแพ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มีผลอย่างมากต่อเพชรบูรณ์ทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและความมั่นคง เพราะฉะนั้น คนเพชรบูรณ์จะต้องตั้งหลักให้ดีในการรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

สำหรับเมืองเพชรบูรณ์แล้วผมได้เคยวางวิสัยทัศน์ไว้ให้เพชรบูรณ์เป็น “เมืองอยู่สบาย”มีนัยยะที่สำคัญคือ เป็นเมืองสำหรับคนอยู่ อยู่แล้วมีความสุขมีความสบาย เพราะว่าเมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นความวุ่นวายเรื่องเศรษฐกิจต่างๆ เรื่องการค้า เรื่องการลงทุน ศูนย์กระจายสินค้าโกดังสินค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านทำยาง ปั้มน้ำมัน อู่ซ่อมรถ ที่พัก ฯลฯ จะเกิดขึ้นโดยไปอยู่ตามถนนสาย๑๒ เต็มไปหมด นั่นคือบริเวณหล่มสักนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น เมืองเพชรบูรณ์ก็ต้องเป็นเมืองสำหรับคนอยู่อาศัยและเดินทางไปทำงานที่หล่มสัก  ฉะนั้น เรื่องผังเมืองของเพชรบูรณ์เป็นเรื่องสำคัญที่สุดซึ่งจะต้องมีการวางแผนพัฒนาเมืองให้มีทิศทางไปตามแนวทางที่กำหนดไว้  เพชรบูรณ์จะไม่ใช่เป็นเมืองสำหรับคนมาขุดทองไม่ใช่เป็นเมืองพาณิชย์ ไม่ใช่เป็นเมืองอุตสาหกรรม แต่จะเป็นเมืองสำหรับคนอยู่ อยู่แล้วมีความสุขความสบายไม่มีปัญหาการจราจร ไม่มีปัญหามลพิษ ไม่มีปัญหาอาชญากรรม เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามีกิจกรรมสาธารณะ มีพื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะให้ผู้คนได้มาใช้ร่วมกัน  และมีพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ให้คนเพชรบูรณ์ได้เรียนรู้และภาคภูมิใจนี่แหละครับ “เพชรบูรณ์ เมืองอยู่สบาย”ที่ผมอยากจะเห็นและอยากจะฝากลูกหลานในอนาคตไว้ให้ร่วมกันพัฒนาเมืองเพชรบูรณ์ให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าวนี้ครับ

(สัมภาษณ์เมื่อ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ ในหนังสือ ปราชญ์เพชรบูรณ์ .. บอกเล่าภูมิปัญญาเพชรบูรณ์)

Read Full Post »