Feeds:
Posts
Comments

Archive for September, 2015

ศึกเจ้าอนุวงศ์และเมืองหล่มสัก เมืองเพชรบูรณ์

ศึกเจ้าอนุวงศ์เกิดขึ้นในสมัยต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เป็นศึกที่สำคัญมากครั้งหนึ่งระหว่างกรุงรัตนโกสินทร์กับอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ซึ่งในขณะนั้นเป็นประเทศราชของสยาม สงครามครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับเมืองต่าง ๆ ในเพชรบูรณ์หลายเมืองที่ควรจะได้บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์

สงครามครั้งใหญ่ระหว่างกรุงเทพฯ และเวียงจันทน์ครั้งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.2369 ซึ่งมูลเหตุของสงครามนั้น เกิดจากความต้องการกอบกู้เอกราชของเจ้าอนุวงศ์กษัตริย์ล้านช้างเวียงจันทน์  โดยเจ้าอนุวงศ์เริ่มระดมพลจากเมืองใต้บังคับบัญชามาไว้ที่เวียงจันทน์และจำปาสักเพื่อทำการฝึกทหาร และยังส่งทูตไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองในภาคอีสาน เพื่อชักชวนให้ร่วมโจมตีสยามพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายหลักคือการกวาดต้อนประชากรตามหัวเมืองที่เดินทัพผ่าน กลับมายังเมืองเวียงจันทน์และจำปาสัก

ด้วยความที่เมืองหล่มสักและเพชรบูรณ์ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณในลุ่มน้ำเลย-น้ำโขงและลุ่มน้ำสัก-แม่น้ำเจ้าพระยา ที่ชาวลาวสามารถติดต่อค้าขายกับชาวสยามได้โดยตรงมาช้านาน จึงทำให้เพชรบูรณ์จะต้องตกเป็นสมรภูมิในการศึกครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเมื่อชาวเพชรบูรณ์ได้ยินข่าวเรื่องทัพลาวจะยกทัพลงไปตีกรุงเทพฯ โดยส่วนหนึ่งจะยกทัพมาทางเมืองหล่มสักแล้วเข้าตีเมืองเพชรบูรณ์ จึงทำให้ชาวเมืองจำนวนมากหวาดกลัวและอพยพหลบหนีภัยเข้าป่าไป

สำหรับเมืองหล่มหรือเมืองหล่มสักในสมัยนั้น ตั้งอยู่ 2 ข้างริมน้ำพุง มีวัดตาลและวัดทุ่งธงไชยเป็นศูนย์กลาง (ซึ่งก็คือ เมืองหล่มเก่าในปัจจุบัน) เป็นชุมชนมีหลักฐานมั่นคงมาแต่โบราณแล้ว ด้วยความที่เป็นคนลาวเหมือนกัน จึงมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับทางเวียงจันทน์เป็นส่วนใหญ่ มีธรรมเนียมการปกครองและวัฒนธรรมอย่างล้านช้างทั้งหมด การศึกในครั้งนี้พระสุริยวงษาเจ้าเมืองหล่มสักจึงได้ทำการเข้าร่วมกับเจ้าอนุวงศ์ด้วย

เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น หลังจากทัพลาวได้เข้าตีนครราชสีมาได้แล้ว เจ้าราชวงศ์ (เหง้า) บุตรเจ้าอนุวงศ์ ก็ได้นำกำลังกวาดต้อนชาวลาวจากสระบุรีจะกลับเวียงจันทน์ โดยผ่านทางเมืองเพชรบูรณ์ บังคับให้เจ้าเมืองเพชรบูรณ์และกรมการเมืองเข้าร่วมทัพด้วย กวาดต้อนผู้คนระหว่างทาง แล้วจึงไปตั้งทัพมั่นอยู่ที่เมืองหล่มสักสมทบกับไพร่พลทัพลาวที่ยกมาช่วยจากทางเหนือ โดยเจ้าราชวงศ์ประสงค์จะใช้เมืองหล่มสักเป็นค่ายใหญ่กวาดต้อนชาวสยาม ชาวลาวในเขตเมืองเพชรบูรณ์ หล่มสัก นครไทย นครชุม ด่านซ้าย แก่นท้าว น้ำปาดและเมืองเลย ไปเวียงจันทน์

กองกำลังของทัพลาวได้ตั้งค่ายในเขตเพชรบูรณ์ 5 แห่ง ค่ายแรกนั้นอยู่ที่บ้านนายมที่อยู่ทางใต้ของเมืองเพชรบูรณ์ จากนั้นก็มีค่ายที่บ้านตะโพน (สันนิษฐานว่าคือบ้านท่าพลในปัจจุบัน) ค่ายบ้านสะเดียง เมืองเพชรบูรณ์ และค่ายใหญ่ที่สุดที่เมืองหล่มสัก

ด้านกรุงเทพฯ ได้ส่งกองทัพขึ้นมาปราบเจ้าราชวงศ์ ทัพหน้าของสยามได้เกิดการปะทะกับทัพลาวเป็นครั้งแรกที่บ้านนายมในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 ปีกุน นพศก ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 15 มีนาคม 2370 การรบครั้งนี้ทั้ง 2 ทัพได้รบพุ่งกันเกิดความเสียหายล้มตายกันทั้ง 2 ฝ่ายเป็นจำนวนมาก แม่ทัพนายกองบาดเจ็บกันหลายคนกว่าจะตีค่ายนายมแตกได้

จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 เล่มที่ 3  ได้บันทึกเหตุการณ์การสู้รบที่บ้านนายมไว้ดังนี้  “.. วันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๕ ปีกุน นพศก พญาพิไชยวารีถือหนังสือบอกเจ้าพญามะหาเสนาลงมาฉบับ ๑ ว่า   ณ วันขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๕ เพลา ๒ ยามเสศ ขุนจบจักระวาฬซึ่งให้ขึ้นไปสืบราชการทางเมืองล่มสัก กลับถือหนังสือบอกพญาวิชิดณรง พญาพิไชยสงคราม พญาณรงเดชา พญาบริรักราชา ลงมาถึงพญาไกรโกษาฉบับ ๑ ว่า นายทัพนายกองยกไปถึงบ้านกองทูน ณ วันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๔ นายศุขภาขุนไกรเมืองจัน ชาวบ้านนายมแจ้งมาว่า อ้ายลาวจะกวาดครัวที่อยู่ในค่ายกับครัวบ้านนายมขึ้นไปเมืองล่มศัก พญาวิชิดณรง พญาพิไชยสงคราม พญาณรงเดชา พญาบริรักราชา นายทัพนายกองรีบยกขึ้นไป

ณ วันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๔ พร้อมกันระดมตีอ้ายลาว ๆ สู้รบอยู่แต่เพลาเช้ากรู่ จนเพลาเช้า ๓ โมงเสศ คิดพร้อมกันเข้าแหกค่าย อ้ายลาวยิงถูกพญารามเดช ๒ สุน หลวงจำนงราชาถูกแขนตลอดแหง ๑ ขุนตำรวจถูกไต้ไลขวา ๑ หมื่นมหาดเลกถูกแขนตลอดชายโครงแห่ง ๑ หลวงสำแดงฤทธิรงแห่ง ๑ อ้ายลาวแทงหลวงเพชดาถูกคอลึกประมาณเมลดเข้าเปลือกแห่ง ๑ อ้ายลาวแตกทิ้งค่ายหนีไป พญาณรงเดชาเข้าสกัดฟันอ้ายลาวตายหลายคน อ้ายลาวแทงพญาณรงเดชาถูกราวนมขวาเลี่ยงไป แผลลึก ๓ นิ้วแห่ง ๑ ขุนหมื่นนายไพร่ตายบ้างป่วยบ้าง ฆ่าอ้ายแสนขันซ้ายตายนาย ๑ กับไพร่ ๔๗ คน อ้ายลาวเจบป่วยเปนอันมาก นายทัพนายกอง ได้ปืนคาบสินลาอ้ายลาวกองพญาวิชิดณรง ๑๐ พญาพิไชยสงคราม ๑๐ พญาณรงเดชา ๖ พญาบริรักราชา ๘ เข้าด้วยกัน ๓๔ บอก อ้ายลาวเมืองล่มสัก นายทัพนายกองจับได้ตัดหูตัดมือ เอาหนังสือผูกคอปล่อยไปคน ๑ แต่ไทยเข้าด้วยอ้ายลาวกลับนำอ้ายลาวมากวาดครอบครัวจับได้คน ๑ นายทัพนายกองให้ตัดศีรศะเสียบไว้ แลครัวซึ่งอ้ายลาวกวาดเอาไว้ในค่ายกับครัวบ้านนายมนัน พญาวิชิดณรง พญาพิไชยสงคราม พญาณรงเดชา พญาบริรักราชา จัดแจงรวบรวมไว้ ณ บ้านนายมแล้ว ได้ตั้งค่ายหมั้น ณ บ้านนายม ๖ ค่าย … “

ทางกรุงเทพ ฯ ได้ส่งทัพใหญ่มาเสริมอีก โดยได้ส่งกองทัพของพระเจ้าอภัยภูธร (น้อย) สมุหนายกเป็นแม่ทัพใหญ่ และให้พระยาเพชรพิชัย พระยาไกรโกษาคุมทัพจากหัวมืองฝ่ายเหนือมาตีกระหนาบทัพเจ้าราชวงศ์ จนสามารถตีค่ายต่าง ๆ ทั้งค่ายบ้านตะโพน ค่ายบ้านสะเดียงและค่ายเมืองเพชรบูรณ์ของทัพลาวแตกพ่ายหมด จากนั้นได้ร่วมกันตีทัพใหญ่เจ้าราชวงศ์ที่เมืองหล่มสัก จนกองทัพลาวต้องแตกพ่ายหนีไปทางเมืองเลยเพื่อไปสมทบกับทัพหลวงเจ้าอนุวงศ์ที่เมืองหนองบัวลำภู เกิดการสู้รบกันครั้งใหญ่ที่หนองบัวลำภู กองทัพลาวต่อสู้เหนียวแน่นมาก แต่สุดท้ายก็แตกพ่ายไป เจ้าอนุวงศ์พร้อมด้วยเจ้าราชวงศ์พาครอบครัวหนีไปพึ่งเมืองญวน พระสุริยวงษาเจ้าเมืองหล่มสักเสียชีวิต กองทัพเวียงจันทน์ถูกตีแตกพ่ายและสยามเข้ายึดครองเวียงจันทน์ได้สำเร็จ

อนึ่ง ในการทิ้งค่ายเมืองหล่มสักของกองทัพลาว เจ้าราชวงศ์ได้สั่งให้เผาบ้านเรือนทิ้งเป็นจำนวนมากเพื่อกวาดต้อนผู้คนไปยังเวียงจันทน์ ซึ่งผลจากการเผาเมืองในครั้งนี้ ทำให้เกิดวัดวาอารามหลายแห่งถูกทิ้งร้างไป เช่น วัดป่าไชโย วัดกู่แก้ว วัดจอมแจ้ง ซึ่งได้พบซากสิ่งก่อสร้างและพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างที่ถูกทิ้งร้างไว้มากมาย

เมื่อศึกสงบลง กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพ ได้ส่งพระยาเพชรพิชัยและพระยาสมบัติธิบาลมาจัดการปกครองโดยรวบรวมชาวลาวที่กระจัดกระจายอยู่ตามป่าเขาให้เข้ามาตั้งหลักปักฐานอยู่อย่างเป็นระเบียบ ได้เกลี้ยกล่อมครัวเมืองต่างๆ กลับยังภูมิลำเนาเดิม ครัวเมืองหล่มส่วนหนึ่งจึงอพยพกลับเมือง และบางส่วนย้ายไปตั้งหลักแหล่งใหม่ในเขตเมืองด่านซ้าย เมืองนครไทยและเมืองเลย

เมื่อสงครามผ่านพ้นไป พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองหล่มสักคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยปราบกบฏในครั้งนี้ คือ พระสุริยวงษามหาภักดีเดชชนะสงคราม (คง)  และเจ้าเมืองหล่มสักผู้นี้เองที่ย้ายที่ตั้งเมืองหล่มสักจากทางเหนือที่เคยตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำพุง ให้ลงมาทางใต้อยู่ริมน้ำสักอันเป็นที่ตั้งของเมืองหล่มสักในปัจจุบัน และส่วนเมืองหล่มสักเดิมที่อยู่ริมน้ำพุงก็ให้เรียกว่า เมืองหล่มเก่า

จากนั้นเมื่อ พ.ศ. 2372 เมืองเพชรบูรณ์ได้เลื่อนฐานะเป็นหัวเมืองชั้นโท และมีกลุ่มชาวลาวเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก ซึ่งราชสำนักสยามได้แต่งตั้งพระณรงค์สงครามให้เป็นเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ และมอบหน้าที่ให้เมืองเพชรบูรณ์ปกครองดูแลเมืองขึ้นที่เป็นหัวเมืองลาว คือ เมืองหล่มสัก รวมทั้ง เมืองเลย และเมืองแก่นท้าว ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

Read Full Post »